ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขปริศนาฉีดวัคซีนแล้วทำไมยังป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

หลายท่านอาจเกิดความสงสัยและมีความกังวลใจเป็นอย่างมากเมื่อตนเองหรือบุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปีเรียบร้อยแล้ว แต่กลับยังคงตรวจพบว่าติดเชื้อและแสดงอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ซ้ำอีก ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ แต่มีสาเหตุมาจากกลไกทางวิทยาศาสตร์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส รวมถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ที่มีการหมุนเวียนในแต่ละปี การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะช่วยลดความตื่นตระหนกและช่วยให้การรับมือเป็นไปอย่างถูกต้อง

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนพันธโครงสร้างผิวเปลือกนอกได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกต้องทำการคาดการณ์และปรับสูตรวัคซีนในทุกๆ ปี เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หากเชื้อไวรัสที่ระบาดในชุมชนมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ในวัคซีนเล็กน้อย ผู้รับวัคซีนก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ แต่ความรุนแรงของโรคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากเรื่องสายพันธุ์ของไวรัสแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุที่พบบ่อยคือการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นที่ก่อให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) หรือเชื้อไวรัสโคโรนา ทำให้เข้าใจผิดว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล้มเหลว นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันร่างกายของแต่ละบุคคลที่ตอบสนองต่อวัคซีนมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอาจสร้างแอนติบอดีได้น้อยกว่าคนทั่วไป

กลไกการแพร่ระบาดและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ผ่านละอองฝอยจากการไอ การจาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้ชิด รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก หรือปาก เชื้อโรคสามารถฟักตัวและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสำนักงาน

กลุ่มเสี่ยงที่แพทย์ให้ความสำคัญและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่

  • เด็กเล็กและทารกที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่และภูมิคุ้มกันยังต่ำ
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
  • หญิงตั้งครรภ์ในทุกไตรมาส เนื่องจากสรีรวิทยาการหายใจและการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อาการสำคัญและการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1 ถึง 4 วัน โดยมีลำดับอาการและการดำเนินโรคดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) หนา ปวดศีรษะรุนแรง และมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างเด่นชัด
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ ไหล และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากไข้ไม่ยอมลดลงหลังจากผ่านไป 3 วัน หรืออาการเริ่มกลับมาแย่ลงอีกครั้งหลังจากที่เคยดีขึ้นแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อซ้ำซ้อนจากแบคทีเรีย เช่น ปอดอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่วิธีเบื้องต้นที่บ้านสามารถทำได้สำหรับอาการไม่รุนแรง แต่ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอาการเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด หรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • เจ็บแน่นหน้าอกหรือหายใจแล้วเจ็บแปลบ
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่อยบ ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งและผิวแห้งมาก
  • อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย

วิธีรักษาและการดูแลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี

เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่และอาการยังไม่รุนแรง การดูแลรักษาตามอาการและการพักผ่อนอย่างเพียงพอถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge) ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น รวมถึงอาจทำให้ผู้ป่วยหนาวสั่นมากขึ้น

แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านมีรายละเอียดดังนี้:

  • การให้สารน้ำและโภชนาการ: ดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำซุปอุ่นๆ ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มโจ๊ก เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน
  • การจัดการไข้: รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • การพักผ่อน: นอนหลับพักผ่อนให้สนิทในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดการใช้พลังงานและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ: สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ และแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่คนในครอบครัว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาที่บ้าน

การดูแลรักษาอาการไข้หวัดใหญ่ที่บ้านมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กเล็ก เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง และอาจอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังต้องระวังในผู้ป่วยที่อาจมีภาวะโรคไข้เลือดออกร่วมด้วย
  • การคำนวณขนาดยยาพาราเซตามอลต้องแม่นยำ: สำหรับเด็ก ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อนน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาดเพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

แม้ว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต ประชาชนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะก่อนช่วงฤดูกาลระบาด นอกจากนี้การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือให้สะอาด สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงพร้อมรับมือกับโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down