ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยอายุเท่าไหร่ถึงเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ ป้องกันได้จริงไหม

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ถือเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ คำถามที่พ่อคุณแม่และผู้ปกครองมักสงสัยอยู่เสมอคือ เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ คำตอบตามคำแนะนำจากกุมารแพทย์และองค์การอนามัยโลกคือ เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป สามารถรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันที และควรได้รับเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา การฉีดวัคซีนจึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค การนอนโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเด็กได้รับเชื้อเข้าไป ไวรัสจะเข้าสู่เยื่อบุทางระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ เนื้อเยื่อถูกทำลาย และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอักเสบขึ้นมา ส่งผลให้เกิดไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างรวดเร็ว ในเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ เชื้ออาจลุกลามลงสู่ปอดจนเกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย

อาการแสดงสำคัญและระยะเวลาของโรค

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป โดยแบ่งระยะการแสดงอาการได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (1 ถึง 2 วันแรก): มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงเกิน 38.5 อาศัยเซลเซียส) หนาสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะแสดงอาการ (วันที่ 3 ถึง 5): เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเด่นชัดขึ้น เช่น ไอแห้ง เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก ในเด็กเล็กบางรายอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่ 6 เป็นต้นไป): ไข้เริ่มลดลงและหายไป อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่บ้าง แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ หากไม่มีโรคแทรกซ้อน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย พ่อแม่ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เนื่องจากอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงซ้ำอีกครั้ง
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
  • มีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าเด็กติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยชุดตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากโพรงจมูก (Influenza Rapid Antigen Test) ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายใน 15 ถึง 30 นาที นอกจากนี้ ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจส่งตรวจเอกซเรย์ปอดหรือตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อประเมินการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุด

  • การให้ยาลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้) ห้ามให้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การดื่มน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม
  • การใช้ยาต้านไวรัส: ในกรณีที่เด็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมาพบแพทย์เร็วภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสอินฟลูเอนซาเพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วยไข้หวัดใหญ่

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแถมยังอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา นอกจากนี้ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออกผิดปกติ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้งในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด การหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่เสี่ยงในช่วงที่มีการแพร่ระบาด และการดูแลโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค

คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับผู้ปกครอง

คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความปลอดภัยสูงและได้รับการยอมรับทั่วโลก การพาเด็กไปฉีดวัคซีนตรงตามกำหนด นอกจากจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 70 ถึง 90 แล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคหากเด็กได้รับเชื้อจริง พ่อจึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะก่อนช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดสูง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down