ไข้หวัดใหญ่ภัยใกล้ตัวที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไป โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีแต่จะพบการระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ในทางการแพทย์ถือว่าไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่โรคที่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจากในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว การรู้เท่าทันโรค การใช้ยาอย่างถูกต้อง และการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลักๆ ที่พบการแพร่ระบาดในมนุษย์แบ่งออกเป็นชนิดเอ (Type A) และชนิดบี (Type B) โดยชนิดเอเป็นสายพันธุ์ที่มักก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) และมีความรุนแรงสูง กลไกการแพร่กระจายของเชื้อโรคเกิดขึ้นผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยของผู้ติดเชื้อ เมื่อสูดดมละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ไข้สูง และอาการปวดเมื่อยตามร่างกายตามมา
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับเชื้อประมาณหนึ่งถึงสี่วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอย 38 ถึง 40องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างมาก อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก และมีน้ำใสๆ ไหล ระยะเวลาของอาการเฉียบพลันมักกินเวลาประมาณ 3 ถึง 7 วัน ก่อนที่ไข้และอาการต่างๆ จะค่อยๆ ลดลง แต่อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกหลายสัปดาห์
เป็นไข้หวัดใหญ่กินยาอะไรให้หายไวและปลอดภัยที่สุด
คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือเป็นไข้หวัดใหญ่กินยาอะไรให้หายไว ในทางการแพทย์โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส ดังนั้นการรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการควบคู่กับการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรคในกรณีที่จำเป็น
การใช้ยาต้านไวรัส
ยาต้านไวรัส เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) มีส่วนช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยลงได้หากเริ่มรับประทานภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการป่วย ยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อรับประทานเอง
การใช้ยาบรรเทาอาการตามแพทย์สั่ง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้หวัดใหญ่
วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพที่บ้าน
การดูแลตนเองระหว่างป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเร่งกระบวนการหายของร่างกาย มีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบภูมิคุ้มกันได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่มากพอ เพื่อช่วยทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากไข้สูง และช่วยให้เสมหะเจือจางขับออกได้ง่ายขึ้น
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปไก่ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินครบถ้วน
- เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดเพราะอาจทำให้เส้นเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน
- ไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่ลดไปแล้ว
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีอาการอกบุ๋มขณะหายใจ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการชัก
- รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้เลย อาเจียนตลอดเวลา
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ แสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละปี นอกจากนี้ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ