ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดหนัก: สถานการณ์ที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ถือเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในยุคปัจจุบันที่มีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอย่างต่อเนื่อง ทำให้การระบาดมีความรุนแรงและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก ทารก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้หากได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกครอบครัวในสภาวะการระบาดนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลัก ได้แก่ เอ (A) และ บี (B) โดยสายพันธุ์เอเป็นตัวการสำคัญที่มักก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากมีความสามารถในการกลายพันธุ์ (Antigenic Drift and Shift) สูงมาก เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ การจาม หรือการพูดคุยของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ตา หรือปาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปเยื่อบุทางเดินหายใจและเริ่มทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นที่มาของไข้สูงและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างฉับพลัน

อาการแสดงสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ คือความรวดเร็วและความรุนแรงของอาการ โดยผู้ป่วยมักมีอาการแสดงที่ชัดเจนแบ่งเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส) หนา ปวดศีรษะรุนแรง อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะอาการเด่นชัด: มีอาการปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง เจ็บคอ ไอแห้งๆ คัดจมูก มีน้ำใสๆ เบื่ออาหาร และในเด็กเล็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบว่าผู้ป่วยมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน หรืออาการเริ่มกลับมาแย่ลงหลังจากที่เคยดีขึ้นแล้ว ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการของ The Red Flag Symptoms หรือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยอาจมีอาการวิกฤต ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน ได้แก่

  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว หรือไข้นานเกิน 3 วัน
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบณก หายใจมีเสียงดังหวีด หรือชายโครงบุ๋มเวลาหายใจ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือในเด็กเล็กมีอาการร้องกวนงอผิดปกติไม่ยอมหยุด
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6-8 ชั่วโมง
  • มีอาการชักเกร็งจากไข้สูง หรือมีอาการสับสน เหม่อลอย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำด้วยวิธีดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ
  • การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป (Rapid Antigen Test) โดยการใช้ก้านสำลีกวาดเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายใน 15-30 นาที
  • การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดสมบูรณ์ (CBC) หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) ในรายที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่เน้นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามดุลพินิจของแพทย์ พร้อมกับการดูแลประคับประคองที่บ้านอย่างถูกวิธี

การใช้ยาที่ปลอดภัย: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งหากเริ่มให้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น

การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายใน โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน

การดูแลโภชนาการและการดื่มน้ำ: ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นในปริมาณมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มโจ๊ก โจ๊กปลา หรือซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน

คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษาเชื้อไวรัสแต่อย่างใด และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

ในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีไข้สูง มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งซึ่งผู้ดูแลต้องระมัดระวังสูงสุด ได้แก่

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มเอ็นเซดส์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ที่มีอาการไข้สูงโดยยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองบวมเสียหายรุนแรงถึงชีวิต หรืออาจทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้หากเป็นไข้เลือดออก
  • ห้ามฝืนบังคับให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารหนัก หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ควรเปลี่ยนเป็นจิบน้ำเกลือแร่น้ำซุปทีละน้อยบ่อยๆ แทน
  • ห้ามละเลยการแยกตัวผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดและได้รับการยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลก คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี (แนะนำปีละ 1 ครั้ง ครอบคลุมสายพันธุ์ล่าสุดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก) นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้สูง ปวดเมื่อย และอาการทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด
  • วัดอุณหภูมิร่างกายและให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเมื่อมีไข้สูง และดูแลให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบ หรือซึมลง
  • พาบุตรหลานและบุคคลในครอบครัวไปรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down