ไขความจริงเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดแล้วทำไมยังป่วยซ้ำ
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้คนทุกเพศทุกวัยในทุกๆ ปี แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ทั่วโลกจะรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี แต่ก็ยังมีคำถามคาใจว่าเหตุใดคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วจึงยังกลับมาป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ซ้ำได้อีก หรือบางคนเข้าใจว่าเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์จนทำให้วัคซีนหมดประสิทธิภาพไปโดยสิ้นเชิง ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่าการฉีดวัคซีนยังมีประโยชน์สูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต แต่ปรากฏการณ์ที่ยังป่วยซ้ำนั้นมีกลไกทางการแพทย์ที่อธิบายได้อย่างชัดเจน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ทำไมฉีดแล้วยังเป็นซ้ำ
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) เป็นไวรัสอาร์เอ็นเอ (RNA Virus) ที่มีความสามารถในการกลายพันธุ์ตัวเองอยู่ตลอดเวลาผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Antigenic Drift และ Antigenic Shift ทำให้สายพันธุ์ของไวรัสที่ระบาดในแต่ละปีมีความแตกต่างกันออกไป องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงต้องคาดการณ์และปรับสูตรวัคซีนในแต่ละปีให้ตรงกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดมากที่สุด
สาเหตุหลักที่ทำให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วยังป่วยเป็นซ้ำ ได้แก่
- การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส: หากสายพันธุ์ที่ระบาดจริงในชุมชนมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในวัคซีนปีนั้นๆ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนอาจป้องกันการติดเชื้อได้ไม่สมบูรณ์ แต่ยังคงช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยไม่ให้ถึงขั้นวิกฤตได้
- ภูมิคุ้มกันลดลงตามกาลเวลา: ระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากผ่านไปประมาณหกถึงแปดเดือน ผู้ป่วยจึงอาจติดเชื้อสายพันธุ์เดิมหรือสายพันธุ์ใหม่ได้หากหมดฤทธิ์คุ้มกัน
- การติดเชื้อจากไวรัสชนิดอื่นที่มีอาการคล้ายกัน: บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเข้าใจว่าตนเองเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่แท้จริงแล้วอาจติดเชื้อไวรัสตัวอื่น เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ไรโนไวรัส (Rhinovirus) หรือโควิด-19 ซึ่งมีอาการไข้ ไอ น้ำูกไหล คล้ายคลึงกันมากแต่ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่
อาการสำคัญและระยะของโรคไข้หวัดใหญ่
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสี่วันก่อนจะแสดงอาการ โดยทั่วไปอาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
- ระยะเริ่มแรก: มีไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย อ่อนเพลียอย่างมาก เจ็บคอ และไอแห้งๆ
- ระยะอาการเด่นชัด: ไข้ยังคงสูงต่อเนื่อง อาการไอจะรุนแรงขึ้น มีเสมหะ น้ำมูกใส คัดจมูก บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายในห้าถึงเจ็ดวัน แต่ออาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์
กลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อแล้วอาจมีอาการหนักถึงชีวิต
แม้ว่าคนสุขภาพแข็งแรงทั่วไปเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะสามารถหายได้เองตามอาการ แต่กลุ่มบุคคลต่อไปนี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่หากติดเชื้อแล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว ได้แก่
- เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าปี โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่าสองปี
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่หศสิบหปีขึ้นไป
- หญิงตั้งครรภ์ในทุกไตรมาสและสตรีหลังคลอด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง
วิธีรักษาและการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์
- การใช้ยาต้านไวรัส: ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มให้ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วยได้
- การดูแลที่บ้าน: เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ พักผ่อนให้เต็มที่ และทานอาหารอ่อนย่อยง่าย
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างการฉีดวัคซีนและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี: แนะนำให้ฉีดปีละหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะก่อนช่วงฤดูฝนหรือฤดูระบาด เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ปัจจุบัน
- ล้างมือบ่อยๆ: ใช้สบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก
- สวมหน้ากากอนามัย: ในสถานที่แออัดหรือเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย: เว้นระยะห่างและไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน