ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าในเด็ก

อาการอาเจียนร่วมกับอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก เป็นหนึ่งในปัญหาทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยที่สุดและสร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับผู้ปกครอง โดยเฉพาะเมื่อทารกหรือเด็กเล็กมีอาการอ้วกพุ่งหลายครั้ง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก และมีลักษณะเฉพาะคืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวอย่างรุนแรง สาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี คือ การติดเชื้อไวรัสโรต้า (Rotavirus Gastroenteritis)

จากข้อมูลทางระบาดวิทยา ไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงรุนแรงในเด็กทั่วโลก โดยเด็กเกือบทุกคนมักเคยได้รับเชื้อนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนอายุ 5 ปี กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ทารกแรกเกิดถึงเด็กอายุ 2 ปี เนื่องจากสรีรวิทยาของเด็กเล็กมีสัดส่วนน้ำในร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ และระบบชดเชยสมดุลเกลือแร่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วจากการอาเจียนและถ่ายท้องจึงอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำระดับรุนแรง (Severe Dehydration) ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis) ภาวะช็อกจากการสูญเสียปริมาตรเลือด (Hypovolemic Shock) และอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

เชื้อก่อโรคหลักคือ ไวรัสโรต้า (Rotavirus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิด RNA ในวงศ์ Reoviridae การติดเชื้อและการแพร่กระจายเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระเข้าสู่ปาก (Fecal-Oral Route) โดยตรงหรือผ่านการสัมผัสสิ่งของ เครื่องเล่น มือของผู้ดูแล อาหาร หรือน้ำดื่มที่เปื้อนเชื้อ เชื้อไวรัสโรต้ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง และใช้ปริมาณเชื้อเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อโรคได้

กลไกการทำลายพิจารณาตามพาโธฟิสิโอโลจี (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อไวรัสโรต้าเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก เชื้อจะเดินทางไปถึงลำไส้เล็กและเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้เล็กส่วนปลาย (Mature Enterocytes at the Villi) ทำให้เกิดกลไกการเกิดโรคดังนี้:

  • การทำลายเซลล์เยื่อบุและวิลไล (Villous Atrophy): ไวรัสทำให้เซลล์เยื่อบุลำไส้ฝ่อและหลุดร่วง ส่งผลให้พื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหาร น้ำ และเกลือแรกลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ภาวะการย่อยแป้งและน้ำตาลบกพร่อง (Lactose Malabsorption): การสูญเสียเอนไซม์แลคเตส (Lactase Enzyme) ที่บริเวณขอบแปรง (Brush Border) ของลำไส้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ น้ำตาลที่ไม่ถูกย่อยจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยสลายผ่านกระบวนการหมักหมม (Fermentation) เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้นและก๊าซ ส่งผลให้อุจจาระมีฤทธิ์เป็นกรด กัดผิวบริเวณรอบรูตูดจนแดง และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์
  • ท้องร่วงแบบออสโมติกและเซครีทอรี (Osmotic & Secretory Diarrhea): น้ำตาลที่ไม่ถูกย่อยจะดึงน้ำเข้ามาในโพรงลำไส้ ร่วมกับโปรตีนของไวรัสชนิด NSP4 ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารพิษต่อลำไส้ (Enterotoxin) กระตุ้นการหลั่งคลอไรด์และน้ำ ออกมาจากเซลล์ลำไส้ ทำให้เกิดการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมากอย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)

ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสโรต้าอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 3 วัน หลังจากนั้นผู้ป่วยเด็กจะมีอาการแสดงที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:

1. ระยะเริ่มต้น (Initial Stage: 1-2 วันแรก)

เด็กมักมีไข้สูงขึ้นฉับพลัน (38.5 - 39.5 องศาเซลเซียส) ร่วมกับอาการงอแง อาเจียนอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง (อ้วกพุ่ง) กินนมหรืออาหารไม่ได้ อาเจียนแม้น้ำเปล่า การอาเจียนในระยะนี้เกิดจากการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้น

2. ระยะถ่ายท้องรุนแรง (Acute Diarrhea Stage: วันที่ 3-7)

อาการอาเจียนอาจเริ่มลดลง แต่อาการถ่ายท้องจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน อุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำเหลืองหรือเหลืองเข้ม บางครั้งมีมูกปนแต่ไม่มีเลือด ถ่ายบ่อยถึง 10-20 ครั้งต่อวัน อุจจาระมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจัดเนื่องจากภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่อง ในระยะนี้เด็กจะเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำสูงสุด

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage: วันที่ 7-10)

ไข้ลดลง อาการอาเจียนหยุดลง การถ่ายอุจจาระเริ่มมีความถี่ลดลงและเริ่มจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเยื่อบุลำไส้อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ในช่วงนี้เด็กอาจยังมีอาการย่อยนมได้ไม่ดีหากได้รับนมที่มีน้ำตาลแลคโตสปริมาณสูง

ข้อสังเกตทางการแพทย์: กลิ่นเหม็นเปรี้ยวฉุนของอุจจาระ ร่วมกับก้นแดงจากการถูกกรดกัด เป็นสัญญาณเฉพาะที่ช่วยให้แพทย์สงสัยภาวะการติดเชื้อไวรัสโรต้าและการย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องชั่วคราว

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของการติดเชื้อไวรัสโรต้าคือ ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะช็อก การทำงานของไตล้มเหลว และการเสียชีวิตได้ ผู้ปกครองต้องประเมินและสังเกตสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ หากพบแม้เพียงข้อเดียว ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันที:

  • ซึมมาก เรียกไม่ค่อยตื่น หรือร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา: แสดงถึงการขาดน้ำในระดับเซลล์และสมองเริ่มขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ
  • ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ผิวหนังแห้งกร้าน: เมื่อหยิกผิวหนังบริเวณหน้าท้องแล้วคืนตัวช้าเกิน 2 วินาที (Delayed Skin Turgor)
  • เบ้าตาลึกบุ๋ม กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก): สังเกตเห็นรอยบุ๋มชัดเจนบริเวณกระหม่อมหน้าหรือรอบดวงตา
  • ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง: ผ้าอ้อมแห้งสนิท ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัด แสดงถึงไตเริ่มลดการกรองเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ
  • ปลายมือปลายเท้าเย็น ปลายเล็บคล้ำ หรือผิวมีลายพร้อย (Mottled Skin): การซึมผ่านของเลือดในหลอดเลือดฝอยช้า (Capillary Refill Time > 2 วินาที)
  • หายใจหอบเร็วและลึก: เป็นสัญญาณแสดงภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis) จากการสูญเสียไบคาร์บอเนตทางอุจจาระและการขาดน้ำ
  • มีอาการชัก: จากภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติอย่างรุนแรง เช่น โซเดียมในเลือดต่ำหรือสูง หรือจากไข้สูง
อันตรายถึงชีวิต: ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) ในเด็กเล็กเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากพบว่าลูกซึม ปลายมือปลายเท้าเย็น และไม่มีปัสสาวะ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์สูงสุด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินปริมาณน้ำที่เข้าและออกจากร่างกาย ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับการขาดน้ำ (Mild, Moderate, หรือ Severe Dehydration)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจหาเชื้อในอุจจาระ (Stool Antigen Test / Rapid Test): การตรวจหาแอนติเจนของ Rotavirus ในอุจจาระด้วยวิธี Enzyme Immunoassay (EIA) หรือ Immunochromatography ช่วยยืนยันการติดเชื้อได้ภายในเวลาอันสั้น
  • การตรวจอุจจาระทั่วไป (Stool Examination & Stool pH): ตรวจดูเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง (เพื่อแยกโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) และตรวจวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH < 5.5) รวมถึงสารรีดิวซิง (Reducing Substances) เพื่อยืนยันภาวะ Lactose Intolerance
  • การตรวจเกลือแร่และฟังก์ชั่นไตในเลือด (Electrolytes, BUN, Creatinine): ประเมินระดับโซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ และไบคาร์บอเนต เพื่อดูภาวะเลือดเป็นกรด และประเมินภาวะไตทำงานผิดปกติจากการขาดน้ำ
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): เพื่อช่วยประเมินการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและการเข้มข้นของเลือด (Hemoconcentration)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

การรักษาโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้าคือ "การรักษาตามอาการและประคบประคอง (Supportive Treatment)" เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับเชื้อนี้

1. การทดแทนน้ำและเกลือแร่ (Fluid & Electrolyte Replacement)

หัวใจสำคัญที่สุดคือการให้ผงเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องร่วง (Oral Rehydration Salts: ORS)

  • ชนิดของเกลือแร่: ต้องใช้ผงเกลือแร่ ORS สำหรับโรคท้องร่วงเท่านั้น ห้ามใช้เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา (Sport Drinks) เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะยิ่งดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้และทำให้ถ่ายร่วงมากขึ้น
  • เทคนิคการป้อน ORS: จิบทีละน้อยๆ เช่น ช้อนชาละ 1-2 นาที หรือจิบทุก 2-3 นาที ห้ามให้เด็กดื่มหมดแก้วในรวดเดียวเพราะจะกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนพุ่ง
  • การคำนวณปริมาณ ORS เบื้องต้น: ทดแทนตามปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมา เช่น ถ่ายหรืออ้วก 1 ครั้ง ให้จิบ ORS ประมาณ 50-100 มิลลิลิตร (สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี) หรือ 100-200 มิลลิลิตร (สำหรับเด็กอายุเกิน 2 ปี)
  • การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง อ้วกจนกินไม่ได้เลย ซึม หรือมีสัญญาณภาวะช็อก แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำทันที

2. การโภชนาการที่เหมาะสม (Nutritional Management)

  • เด็กที่ดื่มนมแม่: ให้ดื่มนมแม่ต่อไปตามปกติและเพิ่มความถี่ขึ้น นมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้
  • เด็กที่ดื่มนมผง: หากมีอาการถ่ายเป็นกรด ก้นแดง หรือถ่ายมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจัด แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมสูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose-Free Formula) ชั่วคราว เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดการถ่ายร่วง
  • อาหารสำหรับเด็กโต: ไม่ควรงดอาหาร ให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม เนื้อปลา หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง

3. การดูแลลดไข้และการพยาบาลที่บ้าน

  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้น้ำอุณหภูมิห้องเช็ด ย้อนรูขุมขน นาน 15-20 นาที เมื่อเด็กมีไข้สูง
  • การดูแลผิวบริเวณก้น: เนื่องจากอุจจาระมีฤทธิ์เป็นกรด ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทันทีที่ถ่าย ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งสนิท และทาครีมกันความอับชื้น (Zinc Oxide Ointment) เพื่อป้องกันผื่นแพ้ผ้าอ้อมและแผลเปื่อยยุ่ย
คำแนะนำจากคุณหมอ: การจิบเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี คือการ "จิบทีละน้อยแต่บ่อยๆ" หากเด็กอาเจียน ให้หยุดพัก 10-15 นาที แล้วเริ่มจิบใหม่ด้วยปริมาณที่น้อยลงเรื่อยๆ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Precautions)

การดูแลเด็กอุจจาระร่วงอย่างผิดวิธีอาจส่งผลเสียร้ายแรงและเพิ่มอันตรายต่อชีวิตเด็กได้ ผู้ปกครองควรระมัดระวังประเด็นสำคัญต่อไปนี้:

  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย (Anti-motility drugs เช่น Loperamide) ให้เด็กทานเด็ดขาด: ยาหยุดถ่ายจะยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ทำให้เชื้อไวรัส สารพิษ และน้ำถูกกักเก็บไว้ในลำไส้ เกิดภาวะลำไส้พองโต อัมพาต (Paralytic Ileus) และเสร็จสิ้นด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือลำไส้เน่าได้
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) โดยไม่จำเป็น: การติดเชื้อไวรัสโรต้าเป็นการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะไปทำลายจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ทำให้ท้องร่วงแย่ลงและเกิดเชื้อดื้อยา
  • ห้ามซื้อยาแก้อาเจียนชนิดรุนแรงทานเอง: ยาแก้อาเจียนบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทศูนย์กลางในเด็กเล็ก ควรใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น
  • การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้อง: คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวเด็กอย่างแม่นยำ คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามเกิน 5 ครั้งต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen): ในช่วงแรกของการป่วยที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด หรือเด็กมีภาวะขาดน้ำรุนแรง การให้ยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวายฉับพลัน (Acute Kidney Injury) และอันตรายหากเป็นการติดเชื้อไข้เลือดออกร่วมด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Vaccines)

1. การฉีด/หยอดวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า (Rotavirus Vaccine)

การหยอดวัคซีนโรต้าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อรุนแรงและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล วัคซีนชนิดกิน (Oral Attenuated Vaccine) มีใช้ในประเทศไทยดังนี้:

  • ชนิด Monovalent (RV1): หยอด 2 ครั้ง ที่ช่วงอายุ 2 เดือน และ 4 เดือน
  • ชนิด Pentavalent (RV5): หยอด 3 ครั้ง ที่ช่วงอายุ 2 เดือน, 4 เดือน และ 6 เดือน
  • ข้อกำหนดสำคัญ: เริ่มหยอดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป และควรหยอดเข็มแรกก่อนอายุ 15 สัปดาห์ โดยต้องหยอดครบทุกเข็มก่อนอายุ 8 เดือน

2. สุขอนามัยและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

  • ล้างมืออย่างถูกต้อง: สวมล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนเตรียมอาหาร
  • การทำความสะอาดของใช้และของเล่น: เช็ดทำความสะอาดของเล่นและน้ำสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped viruses) ได้ เช่น น้ำยาที่มีส่วนผสมของ Sodium Hypochlorite
  • การรับประทานนมแม่: นมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทับซ้อนและลดความรุนแรงของโรคทางเดินอาหารได้ดีเยี่ยม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

Checklist การรับมือเมื่อลูกอ้วกและถ่ายท้องเหม็นเปรี้ยว

  • ประเมินสัญญาณอันตราย: เช็กสติ อารมณ์ น้ำตา ปัสสาวะ และความเย็นของปลายมือปลายเท้า
  • เริ่มให้ ORS ทันที: ผสมผงเกลือแร่ ORS ถูกอัตราส่วน จิบครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-3 นาที
  • ปรับการกินนม: หากเต้านมแม่ให้เข้าเต้าบ่อยขึ้น หากดื่มนมผงและถ่ายมีกลิ่นเปรี้ยว ก้นแดง พิจารณานม Lactose-Free ตามคำแนะนำแพทย์
  • งดเว้นยาต้องห้าม: ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย ยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อาเจียนทานเอง
  • บันทึกข้อมูล: จดนับจำนวนครั้งของอาการอ้วก จำนวนครั้งและลักษณะอุจจาระ รวมถึงปริมาณปัสสาวะเพื่อแจ้งแพทย์
  • ทำความสะอาดและแยกของใช้: ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสอุจจาระและอาเจียน แยกของใช้เด็กเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่คนในบ้าน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down