ไขข้อข้องใจเรื่องประจำเดือนเลื่อนหลังกินยาคุมฉุกเฉิน
การใช้ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill) เป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันการตั้งครรภ์หลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดจากการคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัยฉีกขาด โดยกลไกหลักของยาคือการมีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) ในปริมาณสูง เพื่อยับยั้งหรือชะลอการตกไข่ รวมถึงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน แต่ด้วยปริมาณฮอร์โมนที่สูงมากนี้เอง จึงมักส่งผลกระทบโดยตรงต่อรอบเดือน ทำให้ผู้ใช้หลายคนพบกับปัญหาประจำเดือนเลื่อน ประจำเดือนมาผิดปกติ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังทานยา ซึ่งสร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าตกลงแล้วตั้งครรภ์หรือไม่ และหากซื้อชุดตรวจครรภ์มาตรวจตอนนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จะเชื่อถือได้จริงหรือไม่
กลไกการออกฤทธิ์ของยาคุมฉุกเฉินและสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนเลื่อน
ยาคุมฉุกเฉินส่วนใหญ่ในท้องตลาดประกอบด้วยตัวยา levonorgestrel ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์กลุ่มโปรเจสติน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปรบกวนวงจรฮอร์โมนปกติที่ควบคุมรอบเดือน (Hypothalamic-Pituitary-Ovarian Axis) ทำให้การหลั่งฮอร์โมนลูทิไนซิง (Luteinizing Hormone - LH) ที่กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ถูกเลื่อนออกไป เมื่อการตกไข่ช้าลง ระยะเวลาของรอบเดือนในรอบนั้นจึงต้องยืดเยื้อออกไปตามไปด้วย ส่งผลให้วันกำหนดประจำเดือนมาต้องเลื่อนออกไปจากเดิม นอกจากนี้ เยื่อบุโพรงมดลูกยังได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนขนาดสูง ทำให้เมื่อฤทธิ์ยาหมดลง เยื่อบุบางส่วนอาจหลุดลอกออกมากลายเป็นเลือดออกกะปริดกะปรอยในช่วง 1 สัปดาห์หลังทานยา ซึ่งไม่ใช่ประจำเดือนจริงๆ แต่เป็นผลข้างเคียงจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
กลุ่มยาที่เกี่ยวข้องและขนาดยาที่ใช้อย่างถูกต้อง
การใช้ยาคุมฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลข้างเคียง จำเป็นต้องเลือกใช้ยาและรับประทานตามขนาดยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ดังนี้
- ยากลุ่ม Levonorgestrel ขนาด 1.5 มิลลิกรัม: ชนิดรับประทานครั้งเดียวจบ แนะนำให้ทานให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ทางที่ดีที่สุดคือภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) หรือยืดหยุ่นได้ถึง 120 ชั่วโมง (5 วัน) แต่ประสิทธิภาพจะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป
- ยากลุ่ม Levonorgestrel ขนาด 0.75 มิลลิกรัม: ชนิดรับประทาน 2 เม็ด โดยทานเม็ดแรกให้เร็วที่สุด และทานเม็ดที่สองตามหลังเม็ดแรกภายใน 12 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
- กลุ่มยาทางเลือกอื่น (เช่น Ulipristal Acetate): เป็นยาคุมฉุกเฉินอีกประเภทที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ได้ดีแม้ในช่วงใกล้ตกไข่ แต่ต้องได้รับคำแนะนำและการจ่ายยาจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
ตรวจปัสสาวะตอนนี้จะเจอผลจริงไหม ไขคำตอบตามหลักการแพทย์
คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ เมื่อประจำเดือนเลื่อนจากการกินยาคุมฉุกเฉิน แล้วรีบซื้อชุดตรวจครรภ์มาตรวจทันที ผลลัพธ์ที่ได้จะแม่นยำแค่ไหน คำตอบทางการแพทย์คือ การตรวจปัสสาวะจะให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้และแม่นยำ ก็ต่อเมื่อทำการตรวจหลังจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นไปแล้วอย่างน้อย 14 วัน หรือตรวจในวันที่ประจำเดือนควรจะมาแล้วขาดหายไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์ขึ้นไป
หากทำการตรวจเร็วเกินไป เช่น 2 ถึง 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือในวันที่เพิ่งกินยาไป ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin - hCG) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตั้งครรภ์ยังถูกสร้างขึ้นมาในปริมาณที่น้อยมากจนชุดตรวจไม่สามารถตรวจจับได้ ทำให้ได้ผลลบปลอม (False Negative) แม้ว่าจะเริ่มมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้น หากตรวจเร็วเกินไปแล้วขึ้นขีดเดียว จึงยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาและทำการตรวจซ้ำอีกครั้งตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินมีฮอร์โมนเข้มข้นสูง ผู้ใช้อาจพบอาการข้างเคียงต่างๆ ได้ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรกหลังรับประทานยา ซึ่งส่วนใหญ่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษาเฉพาะ:
- คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย
- อาการคัดตึงเต้านม ปวดท้องน้อย หรือปวดเกร็งมดลูกคล้ายอาการปวดประจำเดือน
- มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด (Spotting) ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หลังทานยา
- ประจำเดือนรอบถัดไปมาคลาดเคลื่อน อาจมาเร็วกว่าปกติหรือเลื่อนออกไปจากเดิม 1 ถึง 3 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ผลข้างเคียงจากยาคุมฉุกเฉินจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ทันที เนื่องจากอาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)
- ปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะปวดแปล๊บลงไปที่บริเวณหัวไหล่
- มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติ หรือเลือดออกกะปริดกะปรอยต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์
- มีไข้หนงหนาว หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติร่วมด้วย
- มีอาการหน้ามืด เป็นลม วิงเวียนศีรษะรุนแรงคล้ายความดันโลหิตตก
1. ห้ามใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีคุมกำเนิดหลักในระยะยาว เนื่องจากประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีปกติ และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงต่อระบบฮอร์โมน
2. ห้ามซื้อยาฮอร์โมนอื่นๆ มาทานร่วมกันเองเพื่อเร่งประจำเดือน เช่น ยาสตรีบางชนิด หรือฮอร์โมนปรับรอบเดือน เพราะอาจไปรบกวนระบบฮอร์โมนในร่างกายให้แปรปรวนหนักขึ้น
3. ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ผู้ใช้จึงควรป้องกันร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
วิธีป้องกันและการคุมกำเนิดระยะยาวที่ถูกต้อง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาประจำเดือนเลื่อนและความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อม การเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงและสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ได้แก่ การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือน การฉีดยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด หรือการใส่ห่วงอนามัย ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังช่วยให้รอบเดือนมาสม่ำเสมอและคาดเดาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย