ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเมื่อตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์แต่มีอาการคลื่นไส้เวียนหัวคล้ายแพ้ท้อง

อาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ พะอืดพะอม และรู้สึกเหมือนกำลังแพ้ท้อง เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลายท่าน หลายคนมักนึกถึงการตั้งครรภ์เป็นอันดับแรกและรีบจัดหาชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะมาตรวจ แต่ผลลัพธ์กลับแสดงขีดเดียวหรือแปลผลว่าไม่พบการตั้งครรภ์ ความสงสัยและความกังวลจึงบังเกิดว่าอาการคลื่นไส้เวียนหัวที่เกิดขึ้นนี้คืออะไรกันแน่ ในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุทางกายภาพและภาวะความผิดปกติอื่นๆ ที่แสดงออกด้วยอาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะคล้ายคลึงกันอย่างมาก การทำความเข้าใจกลไกและสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพและการรักษาที่ตรงจุด

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวที่มักเข้าใจผิดว่าเป็นการแพ้ท้อง

เมื่อตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์แต่ยังมีอาการคลื่นไส้เวียนหัวแพ้ท้อง แพทย์จะพิจารณาถึงปัจจัยทางสรีรวิทยาและโรคทางกายอื่นๆ ที่สามารถกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง หรือส่งผลต่อระบบทรงตัวในหูชั้นในและระบบไหลเวียนโลหิต โดยมีสาเหตุหลักที่พบบ่อยดังต่อไปนี้

  • ความผิดปกติของฮอร์โมนนอกเหนือจากการตั้งครรภ์: ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่แปรปรวนในช่วงก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome หรือ PMS) หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome หรือ PCOS) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย และเวียนศีรษะได้เช่นกัน
  • ความผิดปกติของระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน (Vestibular System): โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรืออาการน้ำในหูไม่เท่ากัน มักทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน คลื่นไส้ และอาเจียน โดยมักมีอาการสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia): การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การอดอาหาร หรือการควบคุมอาหารที่เข้มงวดเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดต่ำลง ส่งผลให้สมองขาดพลังงาน เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น และคลื่นไส้
  • ความดันโลหิตต่ำหรือภาวะขาดน้ำ: การดื่มน้ำน้อยเกินไป การอยู่ในที่อากาศร้อนจัด หรือการเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันโลหิตลดลงชั่วคราว เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการวิงเวียนและพะอืดพะอม
  • โรคระบบทางเดินอาหาร: ภาวะกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD) โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรืออาหารเป็นพิษระยะเริ่มต้น สามารถทำให้เกิดอาการแน่นท้อง คลื่นไส้ และเวียนหัวจากอาการอ่อนเพลียได้
  • ความเครียด วิตกกังวล และการพักผ่อนไม่เพียงพอ: สภาวะทางจิตใจส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ มวนท้อง และปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะให้ผลลบ แต่อาการคลื่นไส้เวียนหัวยังคง ตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์แต่คลื่นไส้เวียนหัวแพ้ท้อง อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการตกไข่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามรอบเดือน หรือความเครียดสะสม ควรบันทึกอาการและสังเกตความผิดปกติร่วมอื่นๆ ร่วมด้วย

อาการแสดงสำคัญที่มักพบร่วมด้วย

ลักษณะของอาการคลื่นไส้เวียนหัวที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์ มักมีความแตกต่างในรายละเอียดเล็กน้อยที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้ อาการที่มักพบร่วมด้วยมีดังนี้

  • รู้สึกมึนงงศีรษะ หนักศีรษะ หรือมีอาการบ้านหมุน (Vertigo)เวลากลอกตาหรือขยับศีรษะ
  • คลื่นไส้ พะอืดพะอมตลอดวัน แต่ไม่มีอาเจียนพุ่ง หรืออาจอาเจียนเฉพาะเวลารับประทานอาหารบางชนิด
  • อ่อนเพลีย ไรเรี่ยวแรง รู้สึกเหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติ
  • มีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยคล้ายอาการปวดประจำเดือน
  • ใจสั่น มือสั่น หิวไส้กิ่ว หรือมีเหงื่อออกตามมือตามเท้า

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการคลื่นไส้เวียนหัวส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มีบางอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคทางสมองหรือภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • อาการเวียนศีรษะรุนแรงร่วมกับชาตามใบหน้า แขน หรือขา ข้างใดข้างหนึ่งอย่างฉับพลัน
  • มีอาการพูดไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน หรือเดินเซ ทรงตัวไม่ได้
  • ปวดศีรษะรุนแรงมากที่สุดในชีวิต แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีไข้สูง คอแข็ง หรืออาเจียนพุ่งอย่างรุนแรง
  • หมดสติ หน้ามืดเป็นลม หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการคลื่นไส้เวียนหัวแต่ตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์ แพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ถามถึงลักษณะอาการ ระยะเวลา รอบเดือนล่าสุด ประวัติการรับประทานอาหาร การใช้ยา และระดับความเครียด
  • การตรวจร่างกายทั่วไปและระบบประสาท: ตรวจความดันโลหิต ชีพจร ตรวจการทำงานของระบบประสาททรงตัว และการเคลื่อนไหวของลูกตา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต และตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์
  • การตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ในเลือด (Beta-hCG Blood Test): ในกรณีที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ระยะแรกมากจนชุดตรวจปัสสาวะยังตรวจไม่พบ การตรวจเลือดจะมีความไวสูงกว่ามาก

วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาตามสาเหตุที่พบ ร่วมกับการบรรเทาอาการเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

  • การใช้ยาบรรเทาอาการ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้คลื่นไส้อาเจียน (Antiemetics) ยาลดอาการเวียนศีรษะ (เช่น Dimenhydrinate หรือ Betahistine) หรือวิตามินเสริมบำรุงร่างกาย
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร: แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่ทานบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรืออาหารที่มีกลิ่นฉุนที่กระตุ้นให้อาเจียน
  • การรักษาสดชื่นและป้องกันภาวะขาดน้ำ: จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าสะอาดทีละน้อยตลอดทั้งวัน
  • การพักผ่อนและการนอนหลับ: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานขณะมีอาการเวียนศีรษะ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาแก้เวียนหัวหรือยาแก้อาเจียนรับประทานเองติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาจเป็นการบดบังอาการสำคัญของโรคทางสมองหรือหูชั้นในที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง

การป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวซ้ำซ้อน สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพองค์รวมและการปรับวิถีชีวิตประจำวัน

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตรงเวลาทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ท้องว่างจนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจ
  • จัดการความเครียดด้วยการฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือการทำกิจกรรมผ่อนคลาย
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน (อย่างน้อยแปดแก้ว)
  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอเพื่อคัดกรองความผิดปกติของฮอร์โมนและความดันโลหิต
สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย: หากท่านตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์แต่ยังมีอาการคลื่นไส้เวียนหัวรบกวนชีวิตประจำวัน ควรสังเกตอาการร่วม พักผ่อนให้เพียงพอ และหากอาการไม่ดีขึ้นภายในสองสามวันควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down