ไขข้อข้องใจเรื่องชุดตรวจครรภ์: หมดอายุหรือเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ทำให้อาการตั้งครรภ์ตรวจไม่พบจริงหรือ
การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง (Home Pregnancy Test) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ทันทีที่บ้าน อย่างไรก็ตาม มีคำถามและข้อกังวลใจจากผู้ใช้งานจำนวนมากว่า หากชุดตรวจครรภ์หมดอายุ หรือถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น โดนความร้อน ความชื้นสูง หรือเก็บไว้หน้ารถ จะส่งผลให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกรณีที่ตั้งครรภ์จริงแต่ชุดตรวจกลับขึ้นเพียงขีดเดียว (ผลลบลวง หรือ False Negative) หรือไม่ บทความนี้จะมาอธิบายกลไกทางการแพทย์ ข้อเท็จจริง และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อความแม่นยำสูงสุด
กลไกการทำงานของชุดตรวจครรภ์และการเปลี่ยนแปลงเมื่อเสื่อมสภาพ
ชุดตรวจครรภ์ชนิดหยดหรือชนิดปัสสาวะผ่าน ทำงานบนหลักการทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunochromatography Assay) โดยอาศัยปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดี (Antibody) ที่เคลือบบนแผ่นทดสอบ กับฮอร์โมน human chorionic gonadotropin หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก หากมีฮอร์โมนนี้อยู่ในปัสสาวะ แอนติบอดีจะจับตัวกับฮอร์โมนและเกิดปฏิกิริยาเคมีจนปรากฏเป็นสองขีด
เมื่อชุดตรวจครรภ์หมดอายุหรือได้รับการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ปล่อยให้โดนแสงแดดความร้อนสูง หรือมีความชื้นเล็ดลอดเข้าไปในซองบรรจุ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณสมบัติทางเคมีของสารชีวโมเลกุลที่อยู่บนแผ่นทดสอบ ดังนี้
- แอนติบอดีที่เคลือบไว้อาจเสื่อมสภาพ สูญเสียความสามารถในการจับกับฮอร์โมนเอชซีจี
- สารเคมีที่ใช้ทำปฏิกิริยาเพื่อให้เกิดสีอาจเสียหาย ทำให้ไม่แสดงผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
- โครงสร้างของเยื่อเมมเบรนบนแผ่นทดสอบอาจเสื่อมสภาพ ทำให้การไหลของปัสสาวะไม่เป็นไปตามกลไกปกติ
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ตรวจครรภ์ขึ้นขีดเดียวทั้งที่ตั้งครรภ์จริง
นอกเหนือจากเรื่องวันหมดอายุและการเก็บรักษาแล้ว ยังมีปัจจัยทางการแพทย์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดผลตรวจเป็นลบในขณะที่ตั้งครรภ์จริง ซึ่งผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด
การตรวจเร็วเกินไป
ช่วงเวลาในการตรวจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หากตรวจเร็วเกินไปก่อนที่ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอชซีจีในปริมาณที่สูงพอที่จะตรวจวัดได้ (มักแนะนำให้ตรวจในวันที่ประจำเดือนขาด หรือประมาณสัปดาห์ที่สองถึงสัปดาห์ที่สามหลังจากการปฏิสนธิ) ระดับฮอร์โมนในปัสสาวะจะยังต่ำมาก ส่งผลให้ชุดตรวจแสดงผลเพียงขีดเดียว
ความเจือจางของปัสสาวะ
การดื่มน้ำปริมาณมากๆ ก่อนการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ จะทำให้ความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจีเจือจางลง จนต่ำกว่าระดับความไวของชุดตรวจ (Sensitivity) แนะนำให้ใช้ปัสสาวะแรกของวันหลังตื่นนอน เพราะเป็นช่วงที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงสุดและมีปริมาณฮอร์โมนสะสมมากที่สุด
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการผิดปกติที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากคุณตรวจพบขีดเดียว แต่ยังมีอาการที่ชวนสงสัยว่าอาจจะตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติทางนรีเวชร่วมด้วย ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำด้วยการตรวจเลือดหาฮอร์โมนเอชซีจี หรือการอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) โดยมีสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที ดังนี้
- มีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงข้างใดข้างหนึ่งอย่างเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)
- มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย หรือมีเลือดออกผิดปกติในระหว่างที่สงสัยว่าตั้งครรภ์
- มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม หรือมีความดันโลหิตต่ำผิดปกติ
- ประจำเดือนขาดหายไปนานเกินสองสัปดาห์แต่ตรวจด้วยชุดตรวจปัสสาวะแล้วยังคงขึ้นขีดเดียวตลอด
วิธีเก็บรักษาชุดตรวจครรภ์และการใช้งานที่ถูกต้อง
เพื่อให้ผลการตรวจมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือ ผู้ใช้งานควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการเก็บรักษาและการใช้งานอย่างเคร่งครัด
- ตรวจสอบวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์ทุกครั้งก่อนซื้อและก่อนใช้งาน ห้ามใช้ชุดตรวจที่หมดอายุเด็ดขาด
- เก็บรักษาชุดตรวจไว้ในอุณหภูมิห้องที่แห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดดส่องถึงโดยตรง และไม่ควรเก็บในที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ
- ไม่อนุญาตให้แกะซองบรรจุชุดตรวจทิ้งไว้ล่วงหน้า ควรแกะซองออกเมื่อพร้อมใช้งานทันที
- อ่านคู่มือการใช้งานของชุดตรวจแต่ละยี่ห้ออย่างละเอียด เนื่องจากขั้นตอนการหยดและการอ่านผลอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
บทสรุปและการปฏิบัติตนสำหรับผู้รับบริการ
สรุปได้ว่า การที่ชุดตรวจครรภ์หมดอายุหรือได้รับการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี สามารถทำให้เกิดผลลบลวงและทำให้ชุดตรวจขึ้นขีดเดียวทั้งที่ตั้งครรภ์จริงได้จริง เนื่องจากสารเคมีและแอนติบอดีบนแผ่นทดสอบเสื่อมสภาพจนไม่สามารถทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอชซีจีได้ เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องของผลการตรวจ ควรเลือกซื้อชุดตรวจจากร้านขายยาที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบวันหมดอายุ เก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และหากยังมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป