ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการไอมีเสมหะและภาวะอาเจียนในเด็กเล็ก
อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะ เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกและเด็กวัยหัดเดิน กล้ามเนื้อหน้าท้องและระบบประสาทควบคุมการอาเจียนยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อมีเสมหะปริมาณมากสะสมอยู่ในลำคอหรือทางเดินหายใจส่วนปลาย เสมหะเหล่านี้จะไปกระตุ้นศูนย์การอาเจียนผ่านกลไกการระคายเคืองที่ผนังคอหอย ส่งผลให้เด็กเกิดอาการไออย่างรุนแรงจนกระทั่งอาเจียนออกมาเป็นเสมหะปนเศษอาหารหรือนม ภาวะนี้มสร้างความวิตกกังวลให้แก่พ่อแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือเกิดภาวะขาดน้ำตามมา การทำความเข้าใจกลไกและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์นี้
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอมีเสมหะร่วมกับอาเจียน
อาการดังกล่าวส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง เช่น เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza Virus) เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจจะเกิดการอักเสบและหลั่งเมือกหรือเสมหะออกมามากกว่าปกติ เพื่อดักจับเชื้อโรค เสมหะที่เหนียวข้นเหล่านี้จะไหลลงสู่คอหอย (Post-nasal drip) กระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรัง และเนื่องจากกระเพาะอาหารของเด็กมีขนาดเล็กและตั้งอยู่ในแนวราบมากกว่าผู้ใหญ่ แรงดันจากการไออย่างรุนแรงจึงดันให้หูรูดกระเพาะอาหารคลายตัว ทำให้เกิดการอาเจียนตามมาในที่สุด
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการและแนวทางทางการแพทย์
การรักษาอาการไอมีเสมหะและอาเจียนในเด็กต้องอาศัยการรักษาตามสาเหตุและประคับประคองอาการเป็นหลัก แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามความเหมาะสมของช่วงอายุและน้ำหนักตัวของเด็ก โดยแบ่งกลุ่มยาออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้
ยากลุ่มละลายเสมหะ (Mucolytics) และยาขับเสมหะ (Expectorants)
ยาละลายเสมหะทำหน้าที่ตัดพันธะเคมีของโมเลกุลเสมหะให้มีความเหนียวลดลง ขับออกได้ง่ายขึ้น ส่วนยาขับเสมหะจะกระตุ้นการหลั่งน้ำในทางเดินหายใจเพื่อให้เสมหะเจือจางลง การใช้ยาในกลุ่มนี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์ เนื่องจากในเด็กอายุต่ำกว่าสองปี กลไกการไอเพื่อขับเสมหะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การใช้ยาละลายเสมหะให้ออกมามากเกินไปอาจทำให้เด็กไม่สามารถไอขับเสมหะออกหมด จนเกิดการอุดกั้นในทางเดินหายใจส่วนล่างได้
ยากลุ่มบรรเทาอาการไอ (Antitussives)
ยาแก้ไอชนิดกดอาการไอ ห้ามใช้เด็ดขาดในเด็กเล็กที่มีเสมหะมาก เนื่องจากอาการไอเป็นกลไกจำเป็นในการขับเสมหะ หากไปกดอาการไอ จะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดและหลอดลม เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดบวม (Pneumonia) หรือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว
ความปลอดภัยในการใช้ยาสำหรับเด็กขึ้นอยู่กับการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว (Body Weight-based Dosing) เป็นหลัก มากกว่าการกะเกณฑ์ตามช่วงอายุ เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดหรือได้รับยาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อการรักษา
การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) กรณีมีไข้ร่วมด้วย
เมื่อเด็กมีไข้ร่วมกับอาการไอและอาเจยา ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้ โดยห้ามให้บ่อยเกินกำหนด และต้องใช้ช้อนตวงหรือไซริงจ์ (Syringe) ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานในการวัดปริมาณยาเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนโต๊ะหรือช้อนชาตามบ้านเด็ดขาด
การใช้ยาขยายหลอดลมหรือยาพ่นคอในกรณีจำเป็น
หากเด็กมีอาการหลอดลมอักเสบ หรือมีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) ร่วมด้วย กุมารแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาขยายหลอดลมในรูปแบบพ่นละอองยา (Nebulization) หรือพ่นผ่านกระบอกพ่นยา (MDI with Spacer) ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ตรงบริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างได้อย่างรวดเร็วและลดผลข้างเคียงทั่วร่างกาย
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการให้ยาแก่บุตรหลาน หากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและรีบพาไปพบแพทย์ทันที
- อาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นขึ้นตามผิวหนัง หน้าบวม ริมฝีปากบวม หรือหายใจลำบาก
- ผลข้างเคียงจากยาขับเสมหะหรือยาขยายหลอดลม เช่น อาใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น กระสับกระส่าย หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเพิ่มขึ้นจากตัวยา
- ภาวะง่วงซึมมากผิดปกติ ในกรณีที่ได้รับยาแก้แพ้ลดน้ำมูกที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการไอขับเสมหะของเด็ก
ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็ก
- ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ถึง 15 ปีรับประทานเด็ดขาดเมื่อมีไข้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต
- ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ควรหลีกเลี่ยงในเด็กที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก หรือเด็กที่มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงจากการอาเจียน เนื่องจากอาจทำให้การทำงานของไตแย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกในทางเดินอาหาร
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ห้ามซื้อมาให้เด็กรับประทานเองเมื่อมีการติดเชื้อไวรัส (ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการไอมีเสมหะ) เพราะยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส การใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากเด็กแสดงอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการไอมีเสมหะและอาเจียน พ่อต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำ
- ซึมลง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว หรือปลุกตื่นยาก
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานน้ำหรืออาหาร ไม่สามารถเก็บน้ำในร่างกายไว้ได้เลย
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
- ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำรุนแรง
การดูแลพยาบาลเด็กที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์
การดูแลเด็กที่มีอาการไอมีเสมหะและอาเจียนนอกเหนือจากการใช้ยา มีแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาอาการดังนี้
การให้น้ำเกลือแร่และการทดแทนสารน้ำ
เนื่องจากอาการอาเจียนทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย การให้สารน้ำทดแทนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรให้เด็กจิบสารน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับทารกที่ยังดื่มนมแม่ ควรให้ดูดนมแม่อย่างต่อเนื่องเพราะนมแม่มีภูมิคุ้มกันและย่อยง่ายที่สุด
การทำความสะอาดโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ
การหยอดหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) จะช่วยชะล้างน้ำมูกที่เหนียวข้นและลดปริมาณเสมหะที่ไหลลงคอ ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการไอและอาเจียนได้เป็นอย่างดี