ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอมีเสมหะมากจนอาเจียน ปัญหาหนักอกของพ่อแม่ยุคใหม่

อาการไอมีเสมหะจนอาเจียนในเด็กเล็กถือเป็นหนึ่งในอาการที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้กับพ่อแม่มากที่สุด ภาพของลูกน้อยที่กำลังไออย่างรุนแรงจนกระทั่งอาเจียนเอาเสมหะและอาหารที่เพิ่งทานเข้าไปออกมาหมด ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กอ่อนเพลีย แต่ยังทำให้ผู้ดูแลรู้สึกใจหาย อาการนี้มักพบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ กลไกการขับเสมหะยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าผู้ใหญ่ รวมถึงหลอดลมที่มีขนาดเล็กทำให้เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย การเข้าใจกลไกการเกิดโรคและการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยบรรเทาอาการของลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย

กลไกการเกิดอาการไอและอาเจียนในเด็กเล็ก

อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอมหรือเสมหะออกจากระบบทางเดินหายใจ แต่ในเด็กเล็ก กล้ามเนื้อหน้าท้องและระบบประสาทที่ควบคุมการอาเจียนยังมีความไวสูงมาก เมื่อเด็กมีเสมหะปริมาณมาก เสมหะเหล่านี้จะไหลลงไปค้างบริเวณลำคอหรือหลังโพรงจมูก ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นให้อยากอาเจียนตลอดเวลา นอกจากนี้ ในขณะที่เด็กไออย่างรุนแรง แรงเบ่งจากการไอจะไปกดทับกระเพาะอาหารโดยตรง ประกอบกับการกลืนเสมหะเหนียวๆ เข้าไปในกระเพาะอาหารปริมาณมาก ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนตามมาในที่สุด อาการอาเจียนนี้แม้จะดูรุนแรง แต่วิทยาทางการแพทย์ถือเป็นการขับเสมหะส่วนเกินออกจากร่างกายทางหนึ่งเช่นกัน

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีเสมหะมากและไอจนอาเจียน

การที่เด็กมีเสมหะมากจนเกิดอาการไอและอาเจียน มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่าง โดยโรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และโรคปอดบวม (Pneumonia) นอกจากนี้ ปัจจัยกระตุ้นรอบตัวเด็ก เช่น ฝุ่นละออง PM 2.5 ควันบุหรี่มือสอง ไรฝุ่น หรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจสร้างเมือกหรือเสมหะออกมามากกว่าปกติ ทำให้เด็กมีอาการไอเรื้อรังและอาเจียนได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนการดูแลลูกน้อยเมื่อเกิดอาการไอมีเสมหะและอาเจียนที่บ้าน

เมื่อลูกน้อยมีอาการไอมีเสมหะมากจนอาเจียน สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องตั้งสติคือการดูแลความสะอาดและความปลอดภัยเบื้องต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารหรือเสมหะสำลักลงสู่ปอดซ้ำซ้อน

  • ภายหลังการอาเจียน ควรทำความสะอาดช่องปากและลำคอให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น เพื่อลดกลิ่นคาวและป้องกันการระคายเคือง
  • จัดท่าให้เด็กนอนตะแคงหรืออุ้มตั้งตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันการสำลักอาเจียนเข้าหลอดลม
  • ให้เด็กจิบน้ำอุ่นทีละน้อยแต็บบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้เจือจางลง
  • ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก ดูดน้ำมูกและเสมหะออกจากโพรงจมูก เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • ใช้วิธีเคาะปอดอย่างถูกวิธีโดยแพทย์หรือพยาบาลแนะนำ เพื่อช่วยให้เสมหะหลุดออกจากผนังหลอดลมและขับออกได้ง่ายขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้เด็กดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสมมีความสำคัญมาก เพราะความชุ่มชื้นจะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้กลไกการไอมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการระคายเคืองคอได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็ก

การจัดการกับอาการไอมีเสมหะในเด็กต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ยาบางชนิดที่ใช้ในผู้ใหญ่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กได้

  • สิ่งที่ควรทำ: ควบคุมความชื้นในห้องนอนให้เหมาะสม ใช้เครื่องทำความอุ่นหรือไอน้ำเพื่อช่วยลดความแห้งของทางเดินหายใจ ให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันอาเจียนซ้ำ
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามซื้อยาละลายเสมหะหรือยาแก้ไอชนิดกดอาการไอมาให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากในเด็กเล็ก การไอกลไกสำคัญในการขับเสมหะ หากใช้ยาหยุดไอจะทำให้เสมหะค้างในปอดและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเพื่อลดไข้เด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

การจัดการอาหารและโภชนาการในช่วงที่ลูกป่วย

ในช่วงที่เด็กมีอาการไอมีเสมหะและอาเจียน ระบบทางเดินอาหารจะมีความอ่อนแอและทำงานได้ไม่เต็มที่ พ่อแม่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารของลูกดังนี้

  • งดอาหารที่มีรสจัด อาหารทอด อาหารมัน และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เนื่องจากจะไปกระตุ้นการสร้างเสมหะและทำให้ระคายคอมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมชั่วคราว หากเด็กมีเสมหะเหนียวข้นมาก เนื่องจากโปรตีนในนมบางชนิดอาจทำให้เสมหะมีความหนืดเพิ่มขึ้นในเด็กบางราย
  • เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติจืด และมีอุ่นกำลังดี เช่น ซุปใส ข้าวต้มปลา หรือผลไม้ที่มีน้ำมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าการดูแลเบื้องต้นที่บ้านจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย พ่อแม่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้สูงลอยลดไม่ลงด้วยการเช็ดตัวและยาลดไข้
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • มีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงคร่อกแคร่กชัดเจน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มมีสีเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มจัดหรือไม่อปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • เด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหาร
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อยร่วมกับซึมลง ห้ามรอจนครบกำหนดนัด ควรพาไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคปอดบวมรุนแรงหรือภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดและหลอดลมด้วยเครื่องฟังตรวจ หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเฉพาะเจาะจง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test) การตรวจเลือด หรือการเอกซเรย์ปอด เพื่อดูว่ามีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเป็นการติดเชื้อไวรัส แพทย์จะรักษาตามอาการและให้ยาขยายหลอดลมหรือพ่นยาในกรณีที่หลอดลมตีบแคบ แต่หากพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและครบโดส

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ลูกกลับมาป่วยซ้ำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาสุขภาพของเด็กในระยะยาว

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวเด็กและผู้ดูแล
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • งดการสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณใกล้เคียงเด็กอย่างเด็ดขาด
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และให้เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสอาร์เอสวี
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down