ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงปิ๊บในอกลูกคืออะไร ทำไมคุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจ

อาการไอพร้อมกับมีเสียงหวีดหรือเสียงปิ๊บ (Wheezing) ในลำคอหรือหน้าอกของเด็กเล็ก เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่แพทย์ระบบทางเดินหายใจในเด็กให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เสียงปิ๊บนี้เกิดจากการที่หลอดลมส่วนปลายเกิดการตีบแคบลง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากภาวะบวมอักเสบ มีเสมหะปริมาณมาก หรือมีหลอดลมเกร็งตัว ทำให้ลมที่หายใจออกผ่านช่องแคบๆ นี้เกิดการเสียดสีจนเกิดเสียงหวีดแหลมคล้ายเสียงปิ๊บหรือเสียงนกหวีด อาการนี้พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีขนาดหลอดลมยังเล็กมาก ทำให้เสมหะเพียงเล็กน้อยก็สามารถอุด 3 กั้นทางเดินหายใจและก่อให้เกิดอาการหายใจลำบากได้อย่างรวดเร็ว

คำแนะนำจากคุณหมอ: ลูกไอมีเสมหะเสียงปิ๊บ: วิธีป้องกันเ และการดูแลอย่างถูกวิธีต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องกลไกการตีบของหลอดลม หากได้ยินเสียงนี้ชัดเจนแม้ไม่ได้ใช้หูฟังทางการแพทย์ แปลว่าหลอดลมของลูกมีความตีบแคบในระดับที่ควรได้รับการประเมินจากกุมารแพทย์ทันทีเพื่อแยกโรคหอบหืดในเด็ก (Pediatric Asthma) หรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis)

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอมีเสมหะและเสียงหวีดในเด็ก

กลไกหลักที่ทำให้เด็กมีอาการไอและมีเสียงปิ๊บในอก มาจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดลม ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการสร้างเสมหะออกมาจำนวนมาก พร้อมๆ กับที่กล้ามเนื้อรอบหลอดลมเกิดการหดเกร็งตัว เมื่ออากาศเคลื่อนผ่านหลอดลมที่บวมและมีเสมหะขวางกั้น จึงเกิดเสียงปิ๊บขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ เช่น ภูมิแพ้อากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควันบุหรี่มือสอง หรือควันจากการเผาไหม้ ซึ่งกระตุ้นให้หลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นอยู่แล้วเกิดอาการหดตัวรุนแรงขึ้นไปอีก

อาการสำคัญและลำดับพัฒนาการของโรคทางเดินหายใจ

อาการมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายหวัดธรรมดา เช่น น้ำใสๆ ไอกรนเล็กน้อย และมีไข้ต่ำๆ ในช่วงสองถึงสามวันแรก หลังจากนั้นอาการจะเริ่มพัฒนาไปสู่วระยะที่รุนแรงขึ้น โดยเด็กจะมีอาการไอถี่และลึกมากขึ้น มีเสมหะในคอจนได้ยินเสียงครืดคราด และเริ่มมีเสียงปิ๊บในอกชัดเจนตอนหายใจออก ในเด็กบางรายอาจมีอาการหายใจเร็วร่วมด้วยเนื่องจากร่างกายพยายามชดเชยปริมาณออกซิเจน หากการอักเสบลุกลามและไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาการจะพีคสูงสุดในช่วงวันที่สี่ถึงวันที่หก ก่อนที่เสมหะจะค่อยๆ ใสขึ้นและอาการไอจะค่อยๆ ลดลงในระยะฟื้นตัวซึ่งกินเวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อป้องกันภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว

  • หายใจหอบรุนแรง หายใจเร็วผิดปกติ หรือจมูกบานเวลาหายใจ
  • มีอาการหายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือบริเวณคอและท้องบุ๋มยุบลงไป
  • ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือดื่มน้ำเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงซ้ำหลังจากที่ลดไปแล้ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดและหลอดลมด้วยเครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) ในกรณีที่มีความจำเป็นแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test สำหรับ RSV หรือ Influenza) การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อแยกโรคปอดบวม (Pneumonia) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ออกไป

วิธีรักษาและการดูแลพยาบาลที่บ้าน

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หากมีอาการไม่รุนแรงแพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) ผ่านหน้ากากพ่นยาเพื่อช่วยให้หลอดลมคลายตัว การใช้น้ำเกลือพ่นจมูกเพื่อละลายน้ำมูก และการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาแก้ไอละลายเสมหะหรือยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอให้เด็กอายุต่ำกว่าสองปีทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกเองได้ การใช้ยากดอาการไอฟอร์ดอาจทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดและเกิดอันตรายร้ายแรงได้

การดูแลที่บ้านควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลง ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน และทำความสะอาดโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกก่อนมื้อนมและก่อนนอน

มาตรการป้องกันเชิงรุกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดซ้ำทำได้โดยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากควันบุหรี่และมลพิษทางอากาศ การสนับสนุนให้ทารกกินนมแม่ล้วนอย่างน้อยหกเดือนเพื่อรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ การฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด อาจพิจารณาฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัสอาร์เอสวีตามคำแนะนำของกุมารแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

  • สังเกตเสียงหายใจและอาการไอของลูกอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสตัวเด็กทุกครั้ง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและมาตรวจติดตามอาการตามนัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down