ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของพ่อแม่เมื่อทารกมีอาการซึม ไม่ดูดนม และไอมีเสียงคร่อกแคร่ก

ภาวะที่ทารกหรือเด็กเล็กมีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือไม่ยอมดื่มน้ำ ร่วมกับอาการไอมีเสียงคร่อกแคร่กในลำคอ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางสุขภาพที่ผู้ปกครองต้องให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดและเร่งด่วน อาการเหล่านี้มักบ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่าหนึ่งปี โครงสร้างของทางเดินหายใจยังแคบและมีเสมหะได้ง่าย ทำให้เกิดอาการหายใจลำบากและเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว การสังเกตอาการและการใช้ยาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการซึม ไม่ดูดนม และเสียงคร่อกแคร่ก

อาการไอมีเสียงคร่อกแคร่กส่วนใหญ่เกิดจากการมีเสมหะสะสมในทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่าง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เชื้อโรคที่พบบ่อยได้แก่ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป เมื่อเด็กติดเชื้อร่างกายจะหลั่งสารคัดหลั่งออกมามาก ประกอบกับทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กมาก เสมหะจึงไปอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เกิดเสียงคร่อกแคร่กเวลากลืนหรือหายใจ ส่งผลให้เด็กหายใจเหนื่อย แน่นจมูก ดูดนมลำบากเนื่องจากต้องหายใจทางปากตลอดเวลา จนเกิดเป็นภาวะอ่อนเพลีย ซึมลง และปฏิเสธการดูดนมในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

  • เด็กทารกอายุต่ำกว่าสามเดือนที่มีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือภาวะคลอดก่อนกำหนด
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่มือสอง หรือแออัด มีการระบายอากาศไม่ดี

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การดำเนินโรคในเด็กเล็กมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีน้ำใสๆ ไหลจากจมูก จาม และไอเล็กน้อย ต่อมาภายในสองถึงสามวัน อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้น มีเสมหะในคอมากขึ้นจนได้ยินเสียงคร่อกแคร่กชัดเจน เด็กจะเริ่มหายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบานเวลาหายใจ และชายโครงบุ๋มเนื่องจากต้องออกแรงหายใจมาก เด็กจะไม่สบายตัว งอแง และเริ่มปฏิเสธการดูดนมหรือน้ำ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการจะลุกลามจนเด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปัสสาวะน้อยลงเพราะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤต

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการซึม ไม่ยอมดูดนม และเสียงคร่อกแคร่ก ผู้ปกครองต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอ:

  • ภาวะหายใจลำบากรุนแรง หายใจอกบุ๋มหรือชายโครงบุ๋มลึก ปีกจมูกบานทุกครั้งที่หายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือการสัมผัส
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังดูดนม หรือมีอาการชักร่วมด้วย
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท กระหม่อมยุ๋มลง และไม่มีปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เริ่มต้นจากการซักประวัติพฤติกรรมการกิน การขับถ่าย และระยะเวลาของอาการ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยใช้หูฟังตรวจเสียงปอดและหัวใจ ประเมินอัตราการหายใจและลักษณะการหายใจ หากจำเป็นแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสทางจมูก (Swab Test for RSV and Influenza) การเอกซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามีภาวะปอดอักเสบหรือปอดแฟบร่วมด้วยหรือไม่ รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อและการทำงานของอวัยวะภายใน

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการจัดการที่บ้าน

การรักษาจะเน้นไปที่การรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งและป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

การจัดการทางเดินหายใจและลดเสมหะ

สามารถใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อหยอดจมูกเพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้น ก่อนใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ เพื่อช่วยให้เด็กหายใจทางจมูกและดูดนมได้สะดวกขึ้น การจัดท่านอนให้ศีรษะสูงเล็กน้อยอาจช่วยลดอาการแน่นจมูกได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังในเด็กเล็ก

การให้สารน้ำและโภชนาการที่เหมาะสม

เนื่องจากเด็กไม่ยอมดูดนม สิ่งสำคัญคือการป้องกันภาวะขาดน้ำ หากเด็กยังดูดนมได้ ควรให้ดูดนมในปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น หากเด็กซึมมากและไม่สามารถดูดนมเองได้ แพทย์อาจพิจารณารับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำและให้ออกซิเจนเสริม

คำแนะนำจากคุณหมอ: การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการใช้น้ำเกลือพ่นคอผ่านเครื่องพ่นละอองฝอย อาจมีความจำเป็นในเด็กที่มีหลอดลมตีบหรือมีเสมหะเหนียวข้นมาก ซึ่งต้องทำภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์หรือพยาบาลในสถานพยาบาลเท่านั้น ห้ามหาซื้อเครื่องพ่นมาทำเองโดยไม่มีความรู้

วิธีใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์

การใช้ยาในเด็กเล็กต้องมีความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากระบบเผาผลาญและการทำงานของตับไตยังพัฒนาไม่เต็มที่ การคำนวณขนาดยาจึงต้องอิงตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก

ยากลุ่มลดไข้และบรรเทาปวด

ยาลดไข้ที่ปลอดภัยและแนะนำคือยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้หรือปวดเท่านั้น ห้ามให้ยาถี่เกินกำหนดเพราะอาจเป็นพิษต่อตับของเด็กได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาที่ห้ามใช้เด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเล็กเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อตับและสมอง และห้ามใช้ยาแก้ไอผสมสารกดประสาทหรือยาขับเสมหะบางชนิดที่แพทย์ไม่สั่ง เนื่องจากอาจทำให้เด็กขับเสมหะออกไม่ได้และเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ห้ามซื้อรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กเล็กเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา การใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อเด็ก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ทั้งผู้ปกครองและตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือบริเวณที่มีควันบุหรี่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปีตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ และการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอRSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีไข้ร่วมกับอาการซึมและไม่ยอมดูดนมเกิน 24 ชั่วโมง ห้ามรอจนครบกำหนด ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและรับการรักษาที่ตรงจุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down