ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอจนอาเจียนและหายใจลำบาก: สถานการณ์วิกฤตที่พ่อแม่ต้องรับมืออย่างถูกวิธี

อาการไอจนอาเจียนร่วมกับหายใจลำบากในเด็กเล็กถือเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุด การที่เด็กไออย่างรุนแรงจนกระทั่งอาเจียนออกมา มักเกิดจากการที่เด็กพยายามขับเสมหะปริมาณมากออกจากทางเดินหายใจ หรือเกิดจากกลไกการไอที่ไปกระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมองโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น หากมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย นั่นหมายถึงทางเดินหายใจส่วนปลายเริ่มตีบแคบ หรือปอดต้องทำงานอย่างหนักเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคอาจลุกลามเข้าสู่ภาวะวิกฤต เช่น โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) โรคปอดบวม (Pneumonia) หรือโรคไอจีรัน (Pertussis) บทความฉบับนี้จึงรวบรวมแนวทางการรักษา ขนาดยาที่ปลอดภัย และข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณพ่อแม่สามารถรับมือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอ อาเจียน และหายใจลำบาก

อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเสมหะออกจากทางเดินหายใจ แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โครงสร้างของทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็กและแคบมาก เมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบ มีการหลั่งเสมหะเหนียวข้นจำนวนมาก

  • กลไกการไอจนอาเจียน: เมื่อเสมหะไหลลงคอหรือเด็กพยายามไออย่างต่อเนื่องเพื่อขับเสมหะ แรงเบ่งจากการไอจะไปกดทับกระเพาะอาหาร ประกอบกับเด็กเล็กยังไม่มีความสามารถในการกลืนหรือคายเสมหะทิ้งได้อย่างผู้ใหญ่ จึงมักกลืนเสมหะลงท้องและเกิดการกระตุ้นรีเฟล็กซ์การอาเจียนตามมา
  • กลไกการหายใจลำบาก: เสมหะที่อุดกั้นทางเดินหายใจประกอบกับหลอดลมที่หดเกร็ง ทำให้ลมหายใจเข้าและออกติดขัด เด็กต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจบริเวณคอ หน้าอก และท้องมากกว่าปกติ สังเกตได้จากอาการหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือหายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการและแนวทางทางการแพทย์

การรักษาอาการไอและหายใจลำบากในเด็กต้องพิจารณาตามสาเหตุหลักเป็นสำคัญ แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ยากลกดอาการไอ (Cough Suppressants) ทันทีในเด็กเล็ก เนื่องจากจะทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกได้ ส่งผลให้เสมหะคั่งค้างในปอดและเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้

ยากลุ่มละลายเสมหะและขับเสมหะ

ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) หรือยาขับเสมหะ (Expectorants) ช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ร่างกายขับออกได้ง่ายขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบที่ไม่แนะนำให้ซื้อยาแก้ไอเองโดยเด็ดขาด

ยาขยายหลอดลม

ในกรณีที่เด็กมีอาการหายใจลำบากร่วมกับเสียงหายใจมีเสียงวี๊ด ซึ่งเกิดจากหลอดลมตีบตัว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators) ชนิดพ่นหรือชนิดรับประทาน เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลม ทำให้ทางเดินหายใจขยายกว้างขึ้นและหายใจได้สะดวกขึ้น

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

คำแนะนำจากคุณหมอ: การคำนวณขนาดยาในเด็กต้องใช้ น้ำหนักตัว (Kilogram) เป็นเกณฑ์หลักในการคำนวณเสมอ ห้ามกะประมาณปริมาณยาด้วยช้อนชาทั่วไปโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดหรือน้อยเกินไปจนไม่ได้ผลการรักษา

สำหรับยาลดไข้บรรเทาปวดที่จำเป็นต้องมีติดบ้าน คือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งมีขนาดยาที่ปลอดภัยตามหลักการแพทย์ดังนี้:

  • ขนาดยาพาราเซตามอลชนิดน้ำรับประทาน: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้
  • วิธีตวงยา: ต้องใช้หลอดฉีดยาปราศจากเข็ม (Oral Syringe) หรือช้อนตวงยามาตรฐานที่มากับขวดเพือความแม่นยำสูงสุด ห้ามใช้ช้อนรับประทานอาหารทั่วไป

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

พ่อแม่ควรสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเด็กได้รับยา โดยเฉพาะกลุ่มยาขยายหลอดลมและยาแก้แพ้ลดน้ำมูก ดังนี้

  • อาการใจสั่น มือสั่น หรือกระวนกระวายใจ ซึ่งมักพบได้หลังจากได้รับยาขยายหลอดลม
  • อาการง่วง ⃰ซึม หรือในทางตรงกันข้าม อาจมีอาการตื่นตัวมากกว่าปกติในเด็กบางรายที่ได้รับยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม
  • อาการระคายเคืองทางเดินอาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียนจากตัวยาบางชนิด

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็ก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: มีกลุ่มยาหลายชนิดที่เป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการนำมาใช้กับเด็กที่ป่วยด้วยอาการไอและไข้สูง โดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์โดยตรง
  • ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
  • ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics): การไอและอาเจียนส่วนใหญ่ในเด็กระยะแรกเกิดจากเชื้อไวรัส การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาและทำลายแบคทีเรียที่ดีในลำไส้
  • ยาแก้ไอกดประสาทสำหรับผู้ใหญ่: ห้ามแบ่งยาของผู้ใหญ่ให้เด็กรับประทานเด็ดขาด เพราะอาจทำให้กดศูนย์การหายใจจนเกิดภาวะหยุดหายใจได้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

หากเด็กแสดงอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ไม่ควรสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน:

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจมีเสียงดังหวีดมาก หายใจแอ่นคอ หรือหน้าอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม ทุกครั้งที่หายใจเข้า
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชัก
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท กระหม่อมบุ๋มลึก (ในทารก) และไม่ได้ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • อาเจียนพุ่งต่อเนื่องทุกครั้งที่ดื่มน้ำหรือทานอาหาร

วิธีดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

นอกจากการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การดูแลประคับประคองที่บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เด็กฟื้นตัวเร็วขึ้น

  • การให้น้ำเกลือแร่ (ORS): หากเด็กอาเจียนบ่อย ควรให้จิบน้ำเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
  • การปรับอาหาร: ในช่วงที่อาเจียนบ่อย ควรงดอาหารมัน อาหารรสจัด และให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มโจ๊ก ทีละน้อย
  • การทำความสะอาดโพรงจมูก: หากมีน้ำมูกเหนียวข้น ควรหยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เพื่อช่วยให้เสมหะนิ่มลงและระบายออกได้ง่ายขึ้น
  • การจัดท่านอน: ให้เด็กนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจได้โล่งขึ้น แต่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยในทารกอายุน้อย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล:
1. สังเกตลักษณะการหายใจและความรุนแรงของอาการไออย่างใกล้ชิด
2. วัดไข้และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น
3. ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม หรือยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเองเด็ดขาด
4. ให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน
5. รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือปากเขียวคล้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down