ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการปฐมพยาบาลแผลถูกกัดและของมีคมบาดในเด็ก

อุบัติเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นการถูกสุนัขหรือแมวกัด ข่วน หรืออุบัติเหตุจากของมีคมบาดตามร่างกาย ผิวหนังของเด็กมีความบอบบางและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลติดเชื้อแบคทีเรีย โรคพิษสุนัขบ้า และโรคบาดทะยัก สูงกว่าในผู้ใหญ่ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่รวดเร็วและถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความรุนแรงของบาดแผล ป้องกันการลุกลามของเชื้อโรค และช่วยลดอันตรายถึงชีวิตที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากบาดแผลสัตว์กัดและของมีคม

ลักษณะของบาดแผลที่เกิดจากสัตว์และของมีคมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการรักษาและการติดเชื้อที่แตกต่างกันดังนี้

  • บาดแผลจากสัตว์กัดหรือข่วน (Animal Bites and Scratches): ช่องปากของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว เต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิด เช่น พาสเทอเรลลา (Pasteurella) สตาฟิโลคอกคัส (Staphylococcus) และสเตรปโตคอกคัส (Streptococcus) เมื่อเด็กถูกกัด เขี้ยวของสัตว์จะสร้างแผลลึกแบบเจาะทะลุ (Puncture wound) ซึ่งเชื้อโรคจะถูกกักเก็บไว้ใต้ชั้นผิวหนังที่ลึก ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบ บวมแดง และหนองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies virus) ที่ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง
  • บาดแผลจากของมีคมบาด (Sharp Object Wounds): เกิดจากของมีคม เช่น เศษแก้ว โลหะ หรือมีด บาดหรือแทงผิวหนัง ทำให้เกิดแผลฉีกขาด (Laceration) หรือแผลตัด ความอันตรายขึ้นอยู่กับความลึก ขนาดของบาดแผล และความสะอาดของวัตถุ หากวัตถุนั้นมีความสกปรกหรือสนิมเกาะ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและสปอร์ของเชื้อโรคบาดทะยัก (Clostridium tetani) ซึ่งสร้างสารพิษทำลายระบบประสาท

อาการสำคัญและระยะเวลาของการลุกลามของโรค

การสังเกตอาการหลังจากเด็กได้รับบาดเจ็บเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยอาการจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (วันแรกถึงวันที่สอง): มีเลือดออก ปวด บวม แดง และร้อนบริเวณรอบบาดแผล เด็กอาจร้องกวนจากความเจ็บปวด หากเป็นแผลจากสัตว์กัดจะมีรอยเขี้ยวชัดเจน
  • ระยะติดเชื้อ (วันที่สามถึงวันที่ห้า): หากไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ถูกต้อง แผลจะเริ่มบวมแดงมากขึ้น มีหนองไหลออกจากบาดแผล เด็กอาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย รู้สึกปวดตุบๆ ที่แผล และต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต
  • ระยะลุกลามและอันตราย (มากกว่าห้าวันขึ้นไป): เชื้อโรคอาจกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือหากได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือบาดทะยัก จะเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อกระตุก แข็งเกร็ง กลืนลำบาก หรือกลัวน้ำ ซึ่งเป็นอาการในระยะท้ายที่อันตรายถึงชีวิต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามวางใจว่าแผลขนาดเล็กจากของมีคมสะอาดจะไม่ติดเชื้อ เพราะแผลลึกที่มีสิ่งสกปรกตกค้างสามารถเพาะเชื้อบาดทะยักได้ แม้แผลภายนอกจะดูเหมือนแห้งสนิทแล้วก็ตาม

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้หลังถูกสัตว์กัดหรือของมีคมบาด ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง

  • บาดแผลมีขนาดใหญ่ ลึกมาก หรือมีเลือดออกไม่หยุด
  • มีรอยแผลที่ใบหน้า คอ มือ เท้า หรือบริเวณใกล้ข้อต่อสำคัญ
  • แผลถูกกัดโดยสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน หรือสัตว์ป่า สัตว์จรจัด
  • มีสัญญาณของการติดเชื้อ ได้แก่ บวมแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว มีหนอง มีกลิ่นเหม็น หรือเด็กมีไข้สูง
  • เด็กมีอาการชา สูญเสียการเคลื่อนไหวบริเวณบาดแผล หรือมีอาการซึมลง ชักเกร็ง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์ฉุกเฉินจะดำเนินการประเมินและตรวจวินิจฉัยดังนี้

  • การซักประวัติและประเมินแผล: สอบถามเหตุการณ์ ระยะเวลา ลักษณะของสัตว์ที่กัด (หากเป็นสัตว์เลี้ยงต้องทราบสถานะการกักขังและวัคซีน) และประวัติการรับวัคซีนบาดทะยักของเด็ก
  • การตรวจร่างกาย: ตรวจสอบความลึกของแผล การทำงานของเส้นประสาท เส้นเอ็น และหลอดเลือดบริเวณใกล้เคียง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: อาจมีการส่งตรวจเพาะเชื้อจากหนองในแผล (Wound swab and culture) หากสงสัยการติดเชื้อรุนแรง หรือตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง

การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในนาทีแรกๆ จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ล้างแผลทันที: ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เหลวอ่อนๆ โดยเปิดน้ำไหลผ่านแผลต่อเนื่องเป็นเวลาสิบถึงสิบห้านาที เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออก
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ: เช็ดรอบบาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือแอลกอฮอล์สำหรับล้างแผลเฉพาะบริเวณรอบนอก (หลีกเลี่ยงการเทแอลกอฮอล์ลงในแผลสดโดยตรงเพราะจะทำลายเนื้อเยื่อ)
  • ห้ามเลือดและปิดแผล: ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซปราศจากเชื้อกดทับบริเวณแผลเพื่อห้ามเลือด จากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก
  • พบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อ: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ล้างแผลอย่างถูกวิธีในสถานพยาบาล และพิจารณาเย็บแผลตามความเหมาะสมของลักษณะแผล
คำแนะนำจากคุณหมอ: สำหรับแผลถูกสัตว์กัด แพทย์มักจะไม่เย็บปิดแผลสนิททันทีในกรณีที่เป็นแผลลึกหรือทิ้งช่วงเวลานานเกินไป เพื่อป้องกันการกักเก็บเชื้อโรคไว้ภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดฝีหนองตามมาได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามใช้ยาสมุนไพร พอกยา ปูนแดง หรือยาสสีฟันโปะลงบนบาดแผลเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงมากขึ้น
  • ห้ามใช้มือเปล่าบีบเค้นบริเวณบาดแผลเพื่อไล่เลือดออก เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำและเชื้อโรคกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือดได้ลึกขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกร

การป้องกันเชิงรุก การเสริมภูมิคุ้มกัน และวัคซีนที่จำเป็น

การป้องกันการติดเชื้อในระยะยาวทำได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันโรคและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในครอบครัว

  • วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus Vaccine): เด็กควรได้รับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแผลสกปรก แพทย์อาจพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นหรืออิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immunoglobulin) เพิ่มเติม
  • วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine): หากเด็กถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ข่วน หรือน้ำลายกระเด็นเข้าตา จมูก หรือแผลสด ต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • การฝึกอบรมและดูแลความปลอดภัย: สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัด สัตว์ที่กำลังกินอาหาร หรือสัตว์ที่แสดงอาการดุร้าย และระมัดระวังในการเล่นของมีคม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการจัดการบาดแผล

  • ตั้งสติและรีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีอย่างน้อยสิบห้านาที
  • ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ห้ามใช้สมุนไพรพอกแผลเด็ดขาด
  • พาเด็กไปพบแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนบาดทะยักและวัคซีนพิษสุนัขบ้า
  • สังเกตอาการบวมแดง ร้อน มีหนอง หรือไข้สูงอย่างใกล้ชิดตลอดเจ็ดวันแรก
  • รับประทานยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งให้ครบถ้วนแม้แผลจะดูดีขึ้นแล้วก็ตาม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down