ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยเหยียบหนามหรือเศษแก้ว ความเจ็บปวดที่ไม่ควรมองข้าม

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้และชื่นชอบการสำรวจสิ่งรอบตัว การที่ลูกน้อยเดินเท้าเปล่าบนพื้นสนามหญ้า พื้นบ้าน หรือบริเวณที่มีเศษวัสดุแหลมคม แล้วเผลอเหยียบหนาม เสี้ยนไม้ หรือเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์ ความตกใจของเด็กและผู้ปกครองมักทำให้เกิดความสับสนในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดึงสิ่งแปลกปลอมออกอย่างไรให้ปลอดภัย การใช้ยาที่ถูกต้อง รวมถึงการสังเกตอาการอักเสบและการติดเชื้อที่อาจตามมา บทความฉบับนี้จึงรวบรวมแนวทางการดูแลรักษา การประเมินความรุนแรง การใช้ยา ตลอดจนข้อควรระวังสำคัญตามหลักการแพทย์ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดอันตรายจากสิ่งแปลกปลอมตำเท้า

เมื่อผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าของเด็กถูกหนามหรือเศษแก้วทิ่มแทง กลไกทางกายวิภาคจะตอบสนองทันทีเนื่องจากฝ่าเท้ามีเส้นประสาทมาเลี้ยงหนาแน่น ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรวดเร็ว เศษวัสดุที่แทรกซึมเข้าไปอาจแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ วัสดุจากธรรมชาติ เช่น หนามกุหลาบ เสี้ยนไม้ ซึ่งมักมีความสกปรก มีเศษดินหรืออินทรียวัตถุติดอยู่ และวัสดุสังเคราะห์ เช่น เศษแก้ว โลหะ หรือพลาสติก ซึ่งมีความคมสูงและมักทำให้เกิดแผลฉีกขาด ความอันตรายไม่ได้อยู่แค่ขนาดของแผลภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความลึกและความสะอาดของสิ่งแปลกปลอม หากมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง อาจนำไปสู่การติดเชื้อเฉพาะที่หรือลุกลามเป็นโรคบาดยักษ์ (Tetanus) ได้

อาการสำคัญและระยะของการอักเสบหลังเหยียบวัตถุแปลกปลอม

อาการของเด็กหลังจากเหยียบหนามหรือเศษแก้วจะปรากฏตามระยะเวลาและความรุนแรงของแผล ดังนี้

  • ระยะเฉียบพลัน (ช่วงเวลาเกิดเหตุถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก): เด็กจะมีอาการเจ็บแปลที่ฝ่าเท้า ร้องไห้ ไม่ยอมลงน้ำหนักที่เท้าข้างนั้น บริเวณที่ถูกตำอาจมีเลือดออกเล็กน้อย บวมแดง และผิวหนังรอบแผลอุ่นขึ้นเล็กน้อย
  • ระยะอักเสบ (วันที่สองถึงวันที่ห้า): หากยังมีเศษวัสดุชิ้นเล็กตกค้างอยู่ภายใน หรือแผลไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง จะเริ่มมีอาการบวมแดงมากขึ้น ปวดตุบๆ เวลาเดิน และอาจมีหนองไหลซึมออกมาจากรูแผล
  • ระยะติดเชื้อลุกลาม (หลังวันที่ห้าเป็นต้นไป): หากเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อชั้นลึก อาการจะรุนแรงขึ้น มีไข้สูง ปวดลามขึ้นไปที่ข้อเท้าหรือน่อง และผิวหนังรอบแผลเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือม่วง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดหากเด็กมีอาการปวดบวมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาจมีชิ้นส่วนของหนามหรือเศษแก้วหลงเหลืออยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเองได้และต้องให้แพทย์ทำการเปิดแผลเอาออก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าแผลจากการเหยียบหนามหรือเศษแก้วบางกรณีจะสามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่มีอาการบางประการที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งผู้ปกครองต้องนำเด็กไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการบวมแดงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว
  • แผลมีหนอง มีกลิ่นเหม็น หรือมีของเหลวสีเขียวเหลืองไหลออกมา
  • เด็กมีอาการซึมลง ไม่ยอมขยับขาข้างที่เจ็บ หรือร้องกวนตลอดเวลาโดยปลอบไม่หยุด
  • ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคบาดยักษ์ของเด็กไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์อายุ
  • เศษแก้วหรือหนามมีขนาดใหญ่ ฝังลึกมาก หรือหักคาอยู่ภายใน ไม่สามารถดึงออกได้หมดด้วยตนเอง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเดินทางมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการประเมินอาการดังนี้ การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของวัตถุที่เหยียบ ระยะเวลาที่เกิดเหตุ และประวัติการรับวัคซีน การตรวจร่างกายโดยใช้อุปกรณ์กำลังขยายสูงเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่ตกค้าง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเศษแก้วชิ้นเล็กหรือวัสดุโปร่งแสงฝังอยู่ลึก แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจทางรังสีวิทยาเช่นการเอกซเรย์ (X-ray) หรือการอัลตราซาวนด์เนื้อเยื่อเฉพาะส่วน (Soft tissue ultrasound) เพื่อระบุตำแหน่งที่แน่นอนก่อนทำการรักษา

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการใช้ยา

การรักษาแผลเหยียบหนามหรือเศษแก้วต้องทำด้วยความสะอาดและระมัดระวังสูงสุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนและการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้างเพิ่มเติม

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

  1. ล้างมือของผู้ปกครองให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนสัมผัสแผลของเด็ก
  2. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่สูตรอ่อนโยน หรือใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) ล้างรอบแผล
  3. หากมองเห็นปลายหนามหรือเศษแก้วโผล่ขึ้นมาอย่างชัดเจน ให้ใช้แหนบที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์คีบออกอย่างเบามือตามแนวองศาที่มันแทรกเข้ามา
  4. ห้ามใช้ของมีคม เช่น เข็มเย็บผ้าที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือลวด มาขุดคุ้ยแผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อช้ำและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและขนาดยาที่ถูกต้อง

การใช้ยาในเด็กต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด โดยแบ่งตามกลุ่มอาการดังนี้

  • ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด (Analgesics and Antipyretics): หากเด็กมีอาการปวดแผลมากหรือมีไข้ สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กที่ถูกต้อง คือ สิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง เมื่อมีอาการปวดหรือไข้
  • ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทาน (Antibiotics): หากแพทย์ตรวจพบสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับช่วงวัยและน้ำหนักตัว ผู้ปกครองต้องให้เด็กรับประทานยาจนหมดตามกำหนดแม้ว่าแผลจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • วัคซีนป้องกันโรคบาดยักษ์ (Tetanus Toxoid): แพทย์จะพิจารณาฉีดกระตุ้นวัคซีนบาดยักษ์หากเด็กไม่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือประเมินว่าแผลมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อบาดยักษ์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลในเด็กต้องใช้เกณฑ์น้ำหนักตัวเป็นหลักเสมอ ห้ามกะประมาณปริมาณยาตามอายุเด็ดขาด เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตับของเด็ก

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ในกระบวนการรักษาอาการบาดเจ็บจากสิ่งแปลกปลอมตำเท้า มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน

  • ห้ามให้เด็กรับประทานยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) เอง: โดยเฉพาะในเด็กที่มีไข้ร่วมด้วย เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือในกรณีของแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาต้านอักเสบชนิดแรงมาให้เด็กกินเอง: การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยรักษาแผลจากเศษแก้ว แต่ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • ห้ามใช้มือบีบหรือเค้นบริเวณแผลแรงๆ: เพื่อพยายามดันเศษหนามหรือเศษแก้วให้ออกมา การกระทำดังกล่าวจะทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างช้ำ บวม และดันชิ้นส่วนแปลกปลอมให้ฝังลึกลงไปมากกว่าเดิม

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผู้ปกครองควรปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัยให้แก่เด็ก ดังนี้

  • ฝึกให้เด็กสวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อต้องเดินออกนอกบ้าน หรือเดินในบริเวณที่มีหญ้า พื้นดิน หรือพื้นที่สาธารณะ
  • หมั่นสำรวจและทำความสะอาดบริเวณสนามหญ้า พื้นบ้าน และรอบตัวบ้านให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ปราศจากเศษแก้ว เศษไม้ หรือวัสดุแหลมคม
  • ตรวจสอบตารางการรับวัคซีนของบุตรหลานให้ครบถ้วนตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน และบาดยักษ์

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่สามารถทำได้ทันทีเมื่อลูกน้อยเหยียบหนามหรือเศษแก้ว

  • ตั้งสติ ปลอบโยนเด็กให้คลายความตกใจ และล้างมือผู้ดูแลให้สะอาด
  • ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ ตรวจสอบดูว่ามีเศษวัสดุโผล่พ้นผิวหนังหรือไม่
  • หากเห็นชัดเจนและหลุดง่าย ให้ใช้แหนบสะอาดคีบออก ห้ามใช้เข็มขุดคุ้ยแผลเด็ดขาด
  • ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเพื่อบรรเทาอาการปวด
  • สังเกตอาการบวมแดงและติดเชื้อ หากมีไข้ ปวดมาก หรือแผลมีหนอง ต้องรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down