ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการฉีดวัคซีนบาดทะยักซ้ำทุกสิบปีในเด็กและวัยรุ่น

บาดทะยัก (Tetanus) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก เชื้อโรคนี้มีชื่อว่าคลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อน ความแห้งแล้ง และน้ำยาฆ่าเชื้อได้เป็นอย่างดี โดยมักพบสปอร์ปะปนอยู่ในดิน ฝุ่นละออง มูลสัตว์ และสนิมเหล็ก เมื่อเด็กๆ วิ่งเล่น ซน หรือเกิดบาดแผลถลอก แผลจากตะปูตำ ของมีคมบาด หรือแผลสกปรก สปอร์ของเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลเหล่านั้นได้ทันที แม้ว่าเด็กๆ จะเคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนตามโปรแกรมวัคซีนในวัยเด็กแล้วก็ตาม ภูมิคุ้มกันโรคจะค่อยๆ ลดระดับลงตามกาลเวลา การฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำจึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาปริมาณภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่สูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วก่อนที่สารพิษจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง

กลไกการเกิดโรคและอันตรายของสารพิษบาดทะยัก

เมื่อสปอร์ของแบคทีเรียเข้าสู่บาดแผลที่มีภาวะขาดออกซิเจน เช่น แผลลึกหรือแผลสกปรก สปอร์จะเปลี่ยนสภาพเป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตและผลิตสารพิษที่มีชื่อว่าเทตานอสปาสมิน (Tetanospasmin) สารพิษนี้จะเดินทางผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทสั่งการ ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดการเกร็งกระดานอย่างรุนแรงและเจ็บปวด โดยอาการเริ่มต้นมักเริ่มที่กล้ามเนื้อกรามและใบหน้า ทำให้เด็กอ้าปากได้ยาก กลืนอาหารลำบาก จากนั้นจะลามไปยังกล้ามเนื้อคอ หลัง และลำตัว จนเกิดอาการหลังแอ่น และหากกล้ามเนื้อหายใจเกิดการเกร็งตัว ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว

อาการและระยะเวลาการแสดงอาการหลังได้รับเชื้อ

ระยะฟักตัวของโรคบาดทะยักอาจสั้นหรือยาวแตกต่างกันไปตั้งแต่สามวันจนถึงหลายสัปดาห์ โดยทั่วไปยิ่งแผลอยู่ใกล้ระบบประสาทส่วนกลางมากเท่าไหร่ ระยะฟักตัวจะยิ่งสั้นลงและอาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้คือความรู้สึกตึงบริเวณกรามและคอ ตามด้วยอาการกล้ามเนื้อกระดาน เกร็ง และไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว เช่น แสง เสียง หรือการสัมผัส ซึ่งการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เด็กเกิดอาการชักเกร็งอย่างรุนแรงได้ทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีประวัติถูกของมีคมบาด หรือมีแผลสกปรก แล้วพบอาการเหล่านี้ ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน:
  • อาการตึงที่กราม เคี้ยวอาหารไม่ได้ หรืออ้าปากลำบาก
  • กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ยิ้มแบบฝืนๆ หรือแสดงสีหน้าผิดปกติ
  • มีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อคอ หลัง หรือหน้าท้องอย่างต่อเนื่อง
  • มีไข้สูง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ

วิธีรักษาทางการแพทย์เมื่อเกิดบาดแผลเสี่ยง

เมื่อเด็กได้รับบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลถลอก แผลลึก หรือแผลจากของมีคม แพทย์จะทำการประเมินลักษณะของแผลและประวัติการรับวัคซีนของเด็กอย่างละเอียด หากเป็นแผลสกปรกและเด็กไม่เคยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา แพทย์จะพิจารณาให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักกระตุ้นทันที ร่วมกับการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Tetanus Immune Globulin) ในกรณีที่แผลมีความเสี่ยงสูงมาก เพื่อช่วยยับยั้งพิษของแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่ร่างกายในทันที พร้อมกับการทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีและการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาแผลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลแผลสดเบื้องต้นที่บ้านมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:
  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสบาดแผลของเด็ก
  2. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างแผล (Normal Saline) และใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับเบาๆ
  3. ทายาฆ่าเชื้อภายนอก เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) บริเวณรอบแผล (หลีกเลี่ยงการเทแอลกอฮอล์ลงบนแผลสดโดยตรงเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเสียหายและเจ็บมาก)
  4. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดและแห้งเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าสู่แผล
  5. เปลี่ยนทำแผลวันละหนึ่งถึงสองครั้ง หรือเปลี่ยนทันทีหากผ้าก๊อซเปียกชื้นหรือเปื้อนสิ่งสกปรก

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลแผลเด็ก

การดูแลแผลให้หายเร็วและปราศจากภาวะแทรก้อน พ่อแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด:

  • สิ่งที่ควรทำ: สังเกตอาการอักเสบของแผล เช่น รอยแดง บวม ร้อน หรือมีหนองไหลออกมา และดูแลให้เด็กดื่มน้ำและทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้อย่างรวดเร็ว
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามนำสมุนไพร ผงยาปฏิชีวนะบด หรือน้ำปูนใสมาโรยพอกบนแผลสดเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลอับชื้น เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น และทำให้แพทย์ประเมินอาการแผลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ห้ามให้เด็กแกะเกาแผลเด็ดขาดเพื่อป้องกันแผลปริแตกและเกิดแผลเป็น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคบาดทะยักที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ ในเด็กเล็กจะได้รับวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก (DTP) ตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นช่วงอายุสิบเอ็ดถึงสิบสองปี รวมถึงผู้ใหญ่ ควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำทุกๆ สิบปีอย่างสม่ำเสมอ หากเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลลึกหรือแผลเปื้อนดินและสนิม และลืมประวัติการฉีดวัคซีน ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นก่อนกำหนดได้หากเกินห้าปีนับจากเข็มล่าสุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down