ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การรับมือเมื่อเด็กถูกสัตว์กัดหรือของมีคมบาดในชีวิตประจำวัน

อุบัติเหตุในวัยเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นแล้วสะดุดล้มจนถูกเศษแก้วบาด ของมีคมบาดมือ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงกัดและข่วน เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงของบาดแผล ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคพิษสุนัขบ้า และช่วยให้กระบวนการสมานแผลของผิวหนังเด็กฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว บทความนี้รวบรวมแนวทางการดูแลเด็กเมื่อถูกสัตว์กัดหรือของมีคมบาดอย่างละเอียดตามหลักการแพทย์สากล เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

กลไกของบาดแผลและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

บาดแผลจากของมีคมและบาดแผลจากการถูกสัตว์กัดมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเพื่อการประเมินสถานการณ์ที่ถูกต้อง

บาดแผลจากของมีคมบาด

บาดแผลจากของมีคม เช่น มีดบาด เศษแก้วบาด หรือโลหะบาด จะมีลักษณะเป็นแผลตัดตรง (Incision) หรือแผลฉีกขาด (Laceration) ขึ้นอยู่กับลักษณะของวัตถุ ความลึกของแผลเป็นตัวกำหนดความรุนแรง หากแผลลึกอาจทำให้เส้นเอ็น เส้นประสาท หรือหลอดเลือดขนาดเล็กได้รับความเสียหาย ความเสี่ยงหลักของแผลของมีคมคือการเสียเลือด และสิ่งแปลกปลอมหรือสนิมที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่แผล ซึ่งนำไปสู่การติดเชื้อทะลุผิวหนังหรือบาดทะยักได้

บาดแผลจากการถูกสัตว์กัดหรือข่วน

บาดแผลจากสัตว์กัด (Animal Bite) เช่น สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ มีความซับซ้อนและอันตรายมากกว่าแผลจากของมีคม เนื่องจากช่องปากของสัตว์เต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรียจำนวนมหาศาล เช่น เชื้อพาสทูเรลลา (Pasteurella) เชื้อสแตฟฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) และที่น่ากลัวที่สุดคือเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า (Rabies virus) ลักษณะแผลมักจะเป็นแผลรูเจาะลึก (Puncture wound) จากเขี้ยว หรือแผลฉีกขาดรุนแรง ซึ่งเชื้อโรคสามารถถูกดันเข้าไปลึกใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดการติดเชื้อ อักเสบ บวมแดง และเป็นหนองได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

คำแนะนำจากคุณหมอ: ไม่ว่าแผลจะดูภายนอกมีขนาดเล็กเพียงใด หากเกิดจากการถูกสัตว์กัดหรือถูกของมีคมที่สกปรก ห้ามวางใจเด็ดขาด การล้างแผลและการประเมินความเสี่ยงอย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ

เมื่อเด็กได้รับบาดเจ็บ สิ่งแรกที่ผู้ปกครองต้องทำคือตั้งสติ ปอบประโลมเด็กให้คลายความตกใจ และดำเนินการตามขั้นตอนการปฐมพยาบาลดังนี้

  • การห้ามเลือด: หากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซที่ปราศจากเชื้อกดลงบนบาดแผลโดยตรงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนาทึบ 5 ถึง 10 นาที ห้ามยกผ้าขึ้นดูบ่อยๆ เพราะจะทำให้เลือดที่กำลังแข็งตัวหลุดออก หากเลือดไม่หยุดไหลควรนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • การล้างแผล: ให้ล้างทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ อย่างเบามือ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเชื้อโรคออกไป สำหรับแผลสัตว์กัด การใช้น้ำสะอาดเปิดไหลผ่านแผลแรงๆ เป็นเวลา 10 ถึง 15 นาที จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคและไวรัสพิษสุนัขบ้าที่เข้าสู่แผลได้เป็นอย่างดี
  • การฆ่าเชื้อโรค: หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว ซับบริเวณรอบแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วทาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) บริเวณรอบๆ ขอบแผล หลีกเลี่ยงการเทแอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในแผลสดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อรอบแผลถูกทำลายและเจ็บแสบมากขึ้น ขัดขวางการสมานแผล
  • การปิดแผล: ปิดทับบาดแผลด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อและปิดด้วยเทปทางการแพทย์เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าสู่แผล หากเป็นแผลถลอกตื้นๆ อาจใช้พลาสเตอร์ยาปิดแผลทั่วไป แต่ควรเปลี่ยนแผลอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อเปียกน้ำหรือสกปรก

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลแผลเด็ก

การดูแลรักษาความสะอาดของบาดแผลต้องอาศัยความพิถีพิถัน และมีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามนำสมุนไพร ยาสก พริกป่น ยาสีฟัน หรือผงยาปฏิชีวนะโรยลงบนบาดแผลสดเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อโรคตามหลักการแพทย์ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้แผลเน่าเปื่อย และเกิดแผลเป็นนูนตามมา
  • การใช้ยาแก้ปวดลดไข้: หากเด็กมีอาการปวดแผลหรือมีไข้ สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาน้ำแขวนตะกอนที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็ก (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง)
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน: เด็ดขาดในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เว้นแต่แพทย์สั่ง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง: การใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ชนิดกินหรือชนิดทา ควรอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น การใช้พร่ำเพรื่ออาจทำให้เชื้อดื้อยาและไม่ได้ผลในการรักษา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

แม้จะทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ผู้ปกครองต้องคอยเฝ้าระวังอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรพาเด็กไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • สัญญาณการติดเชื้อที่รุนแรง: แผลมีอาการบวมแดงลามกว้างขึ้น ปวดแผลมากขึ้นเรื่อยๆ มีหนองไหลออกจากแผล หรือมีกลิ่นเหม็น
  • อาการทางระบบ: เด็กมีไข้สูงหนาวสั่น อ่อนเพลีย ซึมลง หรือไม่ยอมรับประทานอาหารและน้ำ
  • ลักษณะบาดแผลที่อันตราย: แผลฉีกขาดลึกมาก แผลถูกสุนัขหรือสัตว์จรจัดกัดโดยไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน แผลบริเวณใบหน้า มือ เท้า หรือข้อต่อ ซึ่งอาจกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ
  • ประวัติวัคซีนบาดทะยัก: หากเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยัก หรือเลยกำหนดกระตุ้นวัคซีนนานเกินไป จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนกระตุ้นและเซรุ่มป้องกันบาดทะยัก (Tetanus toxoid and Tetanus immunoglobulin)

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันอุบัติเหตุและการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องเด็ก

  • การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน: เก็บของมีคม มีด เศษแก้ว หรือเครื่องมือช่างให้พ้นมือเด็ก สอนให้เด็กเข้าใจถึงอันตรายของวัตถุมีคม
  • การระมัดระวังในการเล่นกับสัตว์: สอนให้เด็กรู้จักวิธีเข้าหาและเล่นกับสัตว์เลี้ยงอย่างปลอดภัย ไม่รบกวนสัตว์ขณะกินอาหาร ไม่แหย่ให้สัตว์โกรธ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัดที่ไม่คุ้นเคย
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก: พาเด็กรับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และในกรณีที่ถูกสัตว์เลี้ยงในบ้านหรือสัตว์จรจัดกัด แม้จะเป็นแผลเล็กน้อย หากสัตว์ตัวนั้นไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปี เด็กจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) ตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด
คำแนะนำจากคุณหมอ: สำหรับแผลสัตว์กัด วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีความสำคัญมากและต้องมารับการฉีดตามนัดหมายของแพทย์ให้ครบถ้วนทุกเข็ม ห้ามละเลยหรือขาดนัดเด็ดขาด เพราะโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อแสดงอาการแล้วมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 100
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down