ทำไมต้องวัคซีนบาดทะยักในเด็กและภาพรวมโรค
บาดทะยัก (Tetanus) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต เชื้อโรคนี้มีชื่อว่าคลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้มักพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง สนิมเหล็ก และมูลสัตว์ สปอร์ของเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายของเด็กได้ผ่านทางแผลสด แผลถลอก แผลจากของมีคมตำ หรือแผลสัตว์กัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะสร้างสารพิษ (Toxin) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกรามแข็ง กล้ามเนื้อหายใจทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวได้ การได้รับวัคซีนบาดทะยักในเด็กจึงเป็นมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างเบ็ดเสร็จ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคบาดทะยัก
การติดเชื้อบาดทะยักไม่ได้เกิดจากการเป็นสนิมโดยตรง แต่สนิมเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อการสะสมของสปอร์แบคทีเรีย เมื่อเด็กวิ่งเล่นแล้วเกิดแผลถลอก แผลเข็มตำ แผลตะปูตำ หรือแผลจากของมีคมสกปรก สปอร์ของเชื้อจะเล็ดลอดเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน สปอร์จะเจริญเติบโตเป็นแบคทีเรียและหลั่งสารพิษเททานอสปาสมิน (Tetanospasmin) สารพิษนี้จะเดินทางผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง ไปขัดขวางการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายเกร็งตัวพร้อมกันอย่างรุนแรงเมื่อถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น แสง เสียง หรือการสัมผัส
อาการสำคัญและระยะเวลาการแสดงอาการของโรค
ระยะฟักตัวของโรคบาดทะยักในเด็กโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณสามถึงยี่สิบวัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของแผลและความรุนแรงของเชื้อ อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้มักประกอบด้วย ความรู้สึกไม่สบายตัว ปวดศีรษะ หงุดหงิด และมีอาการตึงบริเวณกล้ามเนื้อกรามจนอ้าปากได้ยาก ซึ่งมักเรียกว่าอาการกรามแข็ง (Lockjaw) ตามด้วยอาการยิ้มแบบฝืนๆ เนื่องจากกล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว (Risus sardonicus) เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น เด็กจะมีอาการกล้ามเนื้อหลังแอ่นเกร็งเป็นรูปคันธนู มีไข้ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว และมีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรงเมื่อมีสิ่งเร้ารอบตัว
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กพบแพทย์ทันที
สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าภาวะการติดเชื้อหรือผลข้างเคียงจากแผลมีความรุนแรง ได้แก่
- อาการกล้ามเนื้อกรามแข็ง อ้าปากไม่ได้ หรือกลืนอาหารลำบาก
- มีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีภาวะหายใจลำบากจากกล้ามเนื้อหน้าอกเกร็ง
- เด็กซึมลง ร้องกวนตลอดเวลา หรือมีอาการกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
- บริเวณแผลมีอาการบวม แดง ร้อน มีหนองไหล หรือลามอย่างรวดเร็ว
วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี
เมื่อเด็กเกิดบาดแผลไม่ว่าจะเป็นแผลขนาดเล็กหรือใหญ่ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อบาดทะยักได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ บริเวณรอบแผล เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองออกให้หมด
- ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิดอนไอโอดีน (Povidone-iodine) เพื่อลดจำนวนเชื้อโรค
- หากแผลลึก มีเลือดออกมาก หรือเกิดจากของมีคมสกปรก สนิมตำ หรือสัตว์กัด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาทำความสะอาดแผลอย่างลึกซึ้งและการฉีดวัคซีนกระตุ้นรวมถึงอิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immunoglobulin) ตามดุลยพินิจของแพทย์
- ดูแลให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอในห้องที่สงบ ปราศจากเสียงดังหรือแสงสว่างจ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากสิ่งกระตุ้น
สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็ก
สิ่งที่ควรปฏิบัติ:
- ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของเด็ก เพื่อดูประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักว่าครบถ้วนตามอายุหรือไม่
- ให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีสารอาหารครบถ้วน หากเด็กมีอาการเคี้ยวลำบาก
- ให้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
ข้อห้ามเด็ดขาด:
- ห้ามปล่อยให้แผลสกปรกหรือปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำความสะอาด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฉีดใดๆ มาให้เด็กรับประทานเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
- ห้ามใช้สมุนไพรพอกแผลเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นซ้ำซ้อนและเพิ่มความเสี่ยงของโรคบาดทะยัก
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนเป็นวิธีเดียวที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคบาดทะยัก เด็กควรได้รับวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก ตามช่วงอายุตั้งแต่ในวัยทารก ได้แก่ อายุสองเดือน สี่เดือน หกเดือน และได้รับวัคซีนกระตุ้นซ้ำในช่วงอายุ 1 ปีครึ่ง 4 ปี และช่วงวัยรุ่นตอนต้น รวมถึงควรได้รับวัคซีนกระตุ้นทุกๆ สิบปีตลอดช่วงชีวิต นอกจากนี้ การสอนให้เด็กระมัดระวังในการวิ่งเล่น การสวมรองเท้าเมื่อออกนอกบ้าน และการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ปลอดภัยจากของมีคมและสนิม ก็เป็นสิ่งสำคัญในการลดอุบัติการณ์การเกิดแผล