ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความรุนแรงของโรคบาดทะยักในเด็กและสถานการณ์ปัจจุบัน

บาดทะยักในเด็กโรคอันตรายถึงชีวิต: วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็ว บาดทะยัก (Tetanus) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลันที่มีความรุนแรงสูงมาก และถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่สามารถคร่าชีวิตเด็กได้อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการป้องกันหรือรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อที่เป็นต้นเหตุคือคลอสตริเดียม เตตานี (Clostridium tetani) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง มูลสัตว์ และสนิมเหล็ก สปอร์ของเชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูงมากและสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีระบบการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักในเด็กครอบคลุมอย่างกว้างขวางผ่านโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข แต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนตามกำหนด หรือเด็กที่ได้รับบาดแผลจากอุบัติเหตุภายนอกบ้าน เช่น แผลเหยียบตะปู แผลถลอกลึกจากดินโคลน หรือแผลจากของมีคมสกปรก

ความน่ากลัวของโรคนี้ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง แต่เกิดจากสารพิษ (Toxoid or Exotoxin) ที่เรียกว่าเตตานอสปาสมิน (Tetanospasmin) ซึ่งเชื้อโรคนี้จะผลิตขึ้นมา สารพิษดังกล่าวจะเดินทางเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและไขสันหลัง ส่งผลให้ระบบควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดอาการเกร็งกระดุกอย่างรุนแรง เจ็บปวดทรมาน และอาจส่งผลกระทบต่อระบบหายใจจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ พ่อแม่และผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะของโรค วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดบาดแผล และการสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคร้ายลุกลามจนเกินเยียวยา

กลไกการเกิดโรคและช่องทางการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

การเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการเกิดโรคจะช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการทำความสะอาดแผลและการฉีดวัคซีน เชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม เตตานี (Clostridium tetani) เข้าสู่ร่างกายของเด็กผ่านทางบาดแผล โดยลักษณะของแผลที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อนี้มากที่สุดคือ แผลลึก แผลแคบ แผลที่มีเนื้อตาย แผลปนเปื้อนดิน ฝุ่นละออง หรือมูลสัตว์ เนื่องจากเชื้อนี้เป็นแบคทีเรียชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต (Anaerobic bacteria) ดังนั้น บาดแผลที่ปิดทึบหรือลึกจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการแพร่พันธุ์ของเชื้อ

เมื่อสปอร์ของเชื้อเข้าสู่แผลและเปลี่ยนรูปเป็นแบคทีเรียที่ active มันจะผลิตสารพิษเตตานอสปาสมิน (Tetanospasmin) ออกมา สารพิษนี้จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง ก่อนจะเดินทางไปจับกับปลายประสาทมอเตอร์ (Motor nerve terminals) และเคลื่อนที่เข้าสู่ไขสันหลังและสมอง สารพิษจะไปยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายเกิดการหดเกร็งพร้อมๆ กันอย่างรุนแรงเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น แสง เสียง หรือการสัมผัส ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนแสดงอาการ (Incubation period) อาจสั้นเพียงไม่กี่วันหรือนานหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผลและปริมาณเชื้อ โดยทั่วไปหากระยะฟักตัวสั้น อาการของโรคก็จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อาการสำคัญและลำดับขั้นการดำเนินของโรคบาดทะยัก

อาการของโรคบาดทะยักในเด็กมักจะพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยในระยะแรกเด็กอาจมีอาการเตือนที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น รู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อกราม หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย และมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย จากนั้นอาการจะเริ่มแสดงความจำเพาะเจาะจงต่อโรคมากขึ้นตามลำดับดังนี้

  • อาการเกร็งที่กรามและใบหน้า (Trismus and Risus Sardonicus): เด็กจะเริ่มอ้าปากได้ยาก กล้ามเนื้อกรามแข็งเกร็งจนเคี้ยวอาหารไม่ได้ ใบหน้าจะแสดงอาการยิ้มแยกเขี้ยวแบบฝืนๆ จากการดึงรั้งของกล้ามเนื้อรอบปาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้
  • อาการเกร็งของลำตัวและคอ: กล้ามเนื้อคอและหลังจะเริ่มแข็งเกร็ง ทำให้เด็กไม่สามารถก้มคอได้ ในเด็กโตอาจพบอาการหลังแอ่นโค้งงออย่างรุนแรง (Opisthotonos) เมื่อพยายามนอนราบ
  • อาการชักเกร็งทั่วร่างกาย: กล้ามเนื้อหน้าท้องและแขนขาจะเกร็งแข็งตลอดเวลา และมักจะมีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรงเป็นพักๆ ทันทีที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงจ้า เสียงดัง หรือการสัมผัสตัว เด็กจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานมากในขณะที่เกิดอาการเกร็ง
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจ: หากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจและกล่องเสียงเกิดการหดเกร็ง จะทำให้เด็กหายใจไม่ออก เขียวคล้ำ และอาจเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีประวัติบาดแผลสกปรกและเริ่มมีอาการอ้าปากได้ยาก กรามแข็ง หรือกล้ามเนื้อกระตุก ห้ามรอให้อาการรุนแรงขึ้นเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากโรคบาดทะยักสามารถดำเนินโรคไปสู่จุดวิกฤตได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งห้องฉุกเฉินทันที

บาดทะยักถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลทันที หากผู้ปกครองพบอาการเตือนเหล่านี้ในเด็กที่มีประวัติบาดแผล ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุดโดยไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้าน

  • อาการอ้าปากไม่ขึ้นหรือกรามแข็ง: แม้จะไม่มีไข้ แต่หากเด็กเริ่มเคี้ยวอาหารลำบาก อ้าปากได้น้อยลง หรือกลืนน้ำลายไม่ได้ ให้สงสัยว่าเป็นอาการเริ่มต้นของบาดทะยัก
  • มีอาการชักเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่มีสาเหตุ: เด็กมีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อแขน ขา หรือลำตัว โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงดังหรือแสงกระทบ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีภาวะตัวเขียว: แสดงว่ากล้ามเนื้อระบบหายใจเริ่มได้รับผลกระทบจากสารพิษ
  • ไข้สูงร่วมกับอาการซึมลง: เด็กมีไข้ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย ซึม ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • มีภาวะกล้ามเนื้อหลังแอ่นเกร็ง: ตัวโก่งงอหรือนอนราบไม่ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อหลังเกร็งตัวอย่างรุนแรง

วิธีดูแลรักษาและการจัดการเบื้องต้นอย่างถูกวิธี

เมื่อเด็กเกิดบาดแผลไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กหรือแผลใหญ่ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธีคือปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตและสร้างสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

  • การล้างแผลอย่างสะอาดทันที: ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เบาๆ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก ดิน หรือเศษสนิมออกให้หมด จากนั้นเช็ดแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาด และใส่ยาฆ่าเชื้อโรคภายนอก เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine)
  • การประเมินประวัติการรับวัคซีน: ผู้ปกครองควรตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของเด็กว่าได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักครบถ้วนตามช่วงอายุหรือไม่ หากเด็กเคยได้รับวัคซีนครบและแผลมีขนาดเล็กสะอาด อาจพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้น แต่หากแผลมีความเสี่ยงสูงหรือเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แพทย์จะต้องให้สารน้ำภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Tetanus Immune Globulin: TIG) ร่วมกับการฉีดวัคซีนทันที
  • การพักผ่อนและการดูแลในโรงพยาบาล: ในกรณีที่เด็กแสดงอาการของโรคแล้ว การรักษาที่บ้านไม่สามารถทำได้ เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อให้แพทย์ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาต้านพิษบาดทะยัก และยาคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงการใส่ท่อช่วยหายใจหากมีปัญหาการหายใจล้มเหลว
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนป้องกันบาดทะยักไม่ได้มีผลคุ้มครองไปตลอดชีวิต เด็กจำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นทุกๆ 10 ปีตามคำแนะนำของแพทย์ และหากเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลสกปรกควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำทันที แม้จะเคยฉีดมาแล้วก็ตาม

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่บ้าน

การจัดการกับบาดแผลและอาการเจ็บป่วยของเด็กที่บ้านต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง เพื่อไม่ให้อาการลุกลามหรือเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน

  • สิ่งที่ควรทำ: ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังทำMแผลทุกครั้ง ใช้เครื่องมือที่ปราศจากเชื้อในการทำแผล จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่สงบ ปราศจากแสงจ้าและเสียงดังรอบตัวเด็กหากเริ่มมีอาการทางระบบประสาท เพื่อป้องกันการกระตุ้นให้เกิดอาการชักเกร็ง
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามนำสมุนไพร ผงยาพื้นบ้าน หรือยาสมมาโรยปิดปากแผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลอับชื้นและเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้อากาศ ห้ามปล่อยให้แผลลึกหรือแผลจากสนิมเหล็กถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน และห้ามให้เด็กรับประทานอาหารแข็งหากเริ่มมีอาการตึงที่กรามเพื่อป้องกันการสำลัก

การป้องกันระยะยาวและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน

การป้องกันโรคบาดทะยักที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน พ่อแม่ควรพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP หรือ DTaP) ตามกำหนดนัดหมายของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่อายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และรับวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปีครึ่ง 4 ถึง 6 ปี และช่วงวัยรุ่นตอนต้น (อายุประมาณ 11 ถึง 12 ปี) นอกจากนี้ ควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักระมัดระวังในการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การวิ่งเล่นในบริเวณที่มีเศษแก้ว ตะปู หรือสิ่งของมีคม และควรรีบทำความสะอาดแผลทุกครั้งเมื่อเด็กเกิดบาดแผลถลอก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down