ทำไมต้องการปฐมพยาบาลเมื่อเด็กถูกสัตว์กัดหรือของมีคมบาด
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนรู้และสำรวจสิ่งรอบตัว การที่เด็กถูกสัตว์กัด ข่วน หรือถูกของมีคมบาด เช่น แก้วบาด มีดบาด หรือเศษเหล็กทิ่มแทง เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากบาดแผลภายนอกที่อาจมีเลือดออกและความเจ็บปวดแล้ว ความเสี่ยงด้านการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า บาดทะยัก และเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ คือสิ่งที่แพทย์กังวลมากที่สุด การมีความรู้ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นเกราะป้องกันอันตรายที่ช่วยลดความรุนแรงของแผล และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุและกลไกการเกิดแผลจากสัตว์กัดและของมีคม
ลักษณะของบาดแผลที่เกิดจากสัตว์และของมีคมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการรักษาและการติดเชื้อที่แตกต่างกัน ดังนี้
บาดแผลจากสัตว์กัดและข่วน (Animal Bites and Scratches)
สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ มักมีเชื้อโรคอยู่ในช่องปากและน้ำลาย เมื่อกัดหรือข่วนจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายของเด็กได้ง่าย ลักษณะแผลมักเป็นแผลฉีกขาด แผลลึก หรือรอยเขี้ยวที่ทะลุผ่านชั้นผิวหนัง เชื้อโรคที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies virus) ซึ่งมีความร้ายแรงถึงชีวิตหากได้รับเชื้อและแสดงอาการ รวมถึงเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และเป็นหนองตามมา
บาดแผลจากของมีคมบาด (Sharp Object Injuries)
เกิดจากวัตถุที่มีความคม เช่น มีด แก้ว กระจก หรือโลหะบาดผิวหนัง ลักษณะแผลมักมีขอบเรียบหรือขอบหยักตามความคมของวัตถุ ความลึกของแผลขึ้นอยู่กับแรงกระแทกและความคม หากแผลลึกอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาท เส้นเอ็น หรือหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งสกปรก สนิม หรือเศษวัตถุตกค้างอยู่ในแผล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อบาดทะยัก (Tetanus)
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
เมื่อเกิดเหตุการณ์เด็กถูกสัตว์กัดหรือของมีคมบาด ผู้ดูแลต้องตั้งสติและดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้
- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่: ให้รีบพาเด็กไปล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านและสบู่อ่อนๆ นานอย่างน้อยสิบถึงสิบห้านาที เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก เชื้อโรค และน้ำลายของสัตว์ออกไปให้มากที่สุด ห้ามขัดถูแผลแรงๆ เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น
- ห้ามเลือดอย่างถูกวิธี: หากมีเลือดออกมาก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซที่ปราศจากเชื้อกดลงบนบาดแผลโดยตรงเพื่อห้ามเลือด ยกอวัยวะที่มีแผลให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจหากทำได้
- ทำ วามสะอาดและใส่ยาฆ่าเชื้อ: หลังจากล้างแผลและเลือดหยุดไหลแล้ว ให้ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) บริเวณรอบแผล (หลีกเลี่ยงการเทแอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในแผลเปิดโดยตรงเพราะจะทำลายเนื้อเยื่อและทำให้เด็กเจ็บปวดมาก)
- ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด: ปิดทับด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคเข้าสู่แผล
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
แม้จะทำแผลเบื้องต้นแล้ว บาดแผลจากสัตว์กัดและของมีคมบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน พ่อแม่ควรสังเกตอาการสำคัญและรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลหากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้
- แผลมีขนาดใหญ่ ลึกมาก หรือมีเลือดไหลไม่หยุดเกินสิบนาที
- ถูกสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน หรือสัตว์ป่ากัด
- แผลเกิดจากวัตถุสกปรก สนิม หรือมีเศษแก้วโลหะฝังอยู่ภายในแผล
- มีอาการบวมแดงร้อนลามออกจากบริเวณแผล มีหนองไหล หรือมีไข้ร่วมด้วย
- เด็กมีอาการซึม ปวดแผลรุนแรง หรือขยับอวัยวะส่วนนั้นไม่ได้
การดูแลรักษาต่อที่สถานพยาบาลและการฉีดวัคซีน
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินบาดแผลอย่างละเอียด หากเป็นแผลลึกหรือแผลฉีกขาดมาก แพทย์อาจพิจารณาเย็บแผลหรือให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการถูกสัตว์กัดคือ การพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Post-exposure prophylaxis) และอิมมูโนโกลบูลิน (Rabies immunoglobulin) ตามดุลยพินิจของแพทย์ รวมถึงการฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันโรคบาดทะยักตามประวัติการรับวัคซีนเดิมของเด็ก
การฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลแผลต่อเนื่องที่บ้าน
การดูแลแผลในระยะฟื้นตัวมีความสำคัญไม่แพ้การปฐมพยาบาล เพื่อให้แผลหายเร็วและไม่เกิดแผลเป็นนูน ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- รักษาความสะอาดของแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกวันตามที่แพทย์แนะนำ
- ระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำในระยะแรก เพื่อป้องกันแผลแฉะและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
- ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และโปรตีนสูงเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- สังเกตอาการอักเสบ เช่น อาการบวมแดงที่ลามมากขึ้น หากพบความผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ก่อนนัด
การป้องกันอุบัติเหตุและการถูกสัตว์กัดในอนาคต
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา พ่อแม่ควรปลูกฝังความปลอดภัยให้แก่เด็ก โดยสอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัด สัตว์ที่กำลังกินอาหาร หรือสัตว์ที่แสดงอาการดุร้าย ไม่ควรแหย่สัตว์ขณะหลับหรือรบกวนสัตว์เลี้ยงในทางที่อาจทำให้มันตกใจและกัดได้ สำหรับของมีคมควรเก็บให้พ้นมือเด็กและจัดเก็บในที่ปลอดภัยเสมอ