ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนบาดทะยักในเด็กและภาพรวมของโรค

โรคบาดทะยัก (Tetanus) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและมีอันตรายถึงชีวิต เชื้อโรคนี้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่สปอร์ของเชื้อแบคทีเรียพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง สนิม และมูลสัตว์ เมื่อเด็กเกิดแผลถลอก แผลลึก หรือแผลจากวัตถุมีคมเปื้อนฝุ่นดิน แล้วเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จะผลิตสารพิษ (Toxin) ที่ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างรุนแรง การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนบาดทะยักในเด็กจึงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคนี้อย่างได้ผล โดยในประเทศไทยวัคซีนบาดทะยักจัดเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับตามกำหนด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคบาดทะยัก

เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคคือแบคทีเรีย คลอสตริเดียม เททานิ (Clostridium tetani) ซึ่งอยู่ในรูปสปอร์ที่ทนทานต่อความร้อนและสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เมื่อเด็กได้รับบาดแผล สปอร์ของเชื้อจะเข้าสู่เนื้อเยื่อ และหากบริเวณแผลมีภาวะขาดออกซิเจน สปอร์จะเปลี่ยนเป็นแบคทีเรียระยะเจริญเติบโตและหลั่งสารพิษเททานอสปาสมิน (Tetanospasmin) สารพิษนี้จะเดินทางผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง ส่งผลให้ระบบประสาทควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายเกร็งตัวพร้อมกันอย่างรุนแรงเมื่อถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อย

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

อาการของโรคบาดทะยักมักเริ่มแสดงออกหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3 ถึง 21 วัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 วัน อาการหลักที่สังเกตได้มีความรุนแรงและจำเพาะเจาะจง

  • อาการเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการตึงที่กล้ามเนื้อกราม เคี้ยวอาหารลำบาก มีอาการยิ้มค้างหรือหน้าตาบิดเบี้ยวจากกล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว (Risus sardonicus)
  • อาการลุกลาม: กล้ามเนื้อคอและหลังจะเริ่มแข็งเกร็ง เด็กอาจมีอาการแอ่นตัวไปข้างหลัง (Arching of the back หรือ Opisthotonos) กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งเกร็งเหมือนกระดาน
  • อาการรุนแรง: เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายอย่างรุนแรงและเจ็บปวดมาก เมื่อมีเสียงดัง แสงจ้า หรือการสัมผัสเพียงเล็กน้อยสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเกร็งซ้ำๆ ได้ หากกล้ามเนื้อทางเดินหายใจเกร็งจะทำให้หายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีประวัติถูกตะปูตำ ของมีคมบาด หรือแผลสกปรก แล้วมีอาการกล้ามเนื้อกรามแข็ง อ้าปากได้น้อยลง หรือกลืนลำบาก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกที่อันตรายมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

เมื่อเด็กได้รับบาดแผล ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

  • แผลมีอาการบวม แดง ร้อน มีหนอง หรือมีเนื้อตายรอบแผล
  • เด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัว
  • เด็กไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนมเนื่องจากเจ็บคอและอ้าปากได้ยาก
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีอาการตัวเขียว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคบาดทะยักเป็นหลักจากประวัติการบาดเจ็บ ประวัติการได้รับวัคซีนที่ไม่ครบถ้วน และลักษณะอาการทางคลินิกที่แสดงออก เช่น อาการกล้ามเนื้อกรามเกร็งและกล้ามเนื้อลำตัวแข็ง โดยทั่วไปไม่มีการตรวจเลือดเฉพาะเจาะจงสำหรับยืนยันเชื้อบาดทะยัก เนื่องจากเชื้อเติบโตได้ยากในห้องปฏิบัติการและปริมาณสารพิษในเลือดมีน้อยมาก การวินิจฉัยที่รวดเร็วช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาชีวิตได้อย่างทันท่วงที

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคบาดทะยักต้องทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหายใจล้มเหลว

  • การให้สารต้านพิษ: แพทย์จะให้ยาอิมมูโนโกลบูลิน (Human Tetanus Immune Globulin: TIG) เพื่อยับยั้งสารพิษที่ยังไม่จับกับเส้นประสาท
  • การให้ยาปฏิชีวนะ: เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ในแผล เช่น ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การรักษาแผล: แพทย์จะทำการล้างทำความสะอาดแผลและผ่าตัดเนื้อตายออกเพื่อกำจัดแหล่งที่มาของเชื้อ
  • การควบคุมอาการเกร็งและประคับประคองชีวิต: ให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยาระงับประสาท หากมีอาการรุนแรงอาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจและดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันด้วยวัคซีนและการดูแลแผลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง เช่น ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ใส่ยาฆ่าเชื้อ และพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นเมื่อเกิดแผลสกปรก เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรความรุนแรงของโรคบาดทะยัก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วัคซีนบาดทะยักเป็นส่วนหนึ่งของวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก (DTP หรือ DTaP) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กไทยทุกคนต้องได้รับตามช่วงวัย

  • วัคซีนพื้นฐานในวัยเด็ก: ฉีดช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำตอนอายุ 1 ปีครึ่ง, 4 ปี และ 18 ปี
  • วัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและคอตีบ (Td) ทุกๆ 10 ปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยตลอดชีวิต
  • การดูแลเมื่อเกิดแผล: หากเด็กได้รับบาดแผลสกปรก แผลลึกจากตะปู หรือแผลจากสัตว์กัด และเคยได้รับวัคซีนครั้งสุดท้ายเกิน 5 ปี แพทย์จะพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นและให้ยาอิมมูโนโกลบูลินทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down