ลูกโดนสนิมบาดหรือตะปูตำต้องทำอย่างไร: ขั้นตอนการล้างแผลและการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเร่งด่วน
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นซุกซนแล้วสะดุดล้มจนโดนเศษเหล็กเก่า ตะปู หรือลวดหนามบาดเข้าที่เท้าหรือมือ สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือความเสี่ยงจากโรคบาดทะยัก (Tetanus) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลและป้องกันอย่างทันท่วงที บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การสังเกตอาการ และความรู้เรื่องวัคซีนที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รับมือได้อย่างมั่นใจ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคบาดทะยักจากวัตถุมีคม
เชื้อโรคบาดทะยักเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้มักพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง และมักปนเปื้อนอยู่ตามวัตถุที่เป็นสนิม เหล็กเก่า หรือวัตถุสกปรก เมื่อเด็กโดนตะปูตำหรือสนิมบาด สปอร์ของเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางแผลเปิด แม้ว่าแผลจะมีขนาดเล็กมากก็ตาม สปอร์เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน เช่น บริเวณก้นแผลลึกๆ ที่ล้างไม่ถึง จากนั้นเชื้อจะผลิตสารพิษ (Toxin) เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง
ขั้นตอนการปฐมพยาบาลและการล้างแผลอย่างถูกวิธี
เมื่อลูกโดนสนิมบาดหรือตะปูตำ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติและปฏิบัติทันทีมีดังนี้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนสัมผัสแผลของเด็ก เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่ม
- ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่สูตรอ่อนโยน ล้างสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองออกจากบริเวณแผล
- หากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกดแผลไว้จนกว่าเลือดจะหยุดไหล
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมานแผล ยาสีฟัน สมุนไพร หรือสารเคมีใดๆ ทาลงบนแผลสดเด็ดขาด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดและแห้ง เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าสู่แผลระหว่างเดินทางไปพบแพทย์
สัญญาณอันตรายและอาการของโรคบาดทะยักที่ต้องระวัง
อาการของโรคบาดทะยักอาจใช้เวลาแสดงอาการตั้งแต่สามวันไปจนถึงสามสัปดาห์หลังได้รับบาดเจ็บ สัญญาณเตือนและอาการสำคัญที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- อาการเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อ โดยมักเริ่มจากกล้ามเนื้อกราม ทำให้เกิดอาการอ้าปากได้ยากหรือเคี้ยวอาหารลำบาก (Lockjaw)
- มีอาการกล้ามเนื้อคอและหลังแข็งเกร็ง
- กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ทำให้สีหน้าคล้ายคนยิ้มแย้มแต่มีความเจ็บปวด (Risus sardonicus)
- กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งเกร็ง มีไข้ เหงื่อออกมาก และหัวใจเต้นเร็ว
- หากมีอาการชักเกร็งทั้งตัวเมื่อมีเสียงดังหรือแสงจ้า ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
วิธีรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเร่งด่วน
เมื่อเด็กมาพบแพทย์ แพทย์จะประเมินลักษณะของแผล ประวัติการได้รับวัคซีนก่อนหน้า และความสะอาดของวัตถุที่ทำให้เกิดแผล โดยแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ประกอบด้วย
- การทำความสะอาดแผลอย่างลึกซึ้ง (Debridement) เพื่อกำจัดเนื้อเยื่อที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกออกให้หมด
- การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก (Tetanus Toxoid) ซึ่งจะพิจารณาตามประวัติการรับวัคซีนของเด็ก หากเด็กเคยได้รับวัคซีนครบถ้วนตามเกณฑ์แต่อายุเกินกำหนดกระตุ้น แพทย์อาจพิจารณาฉีดกระตุ้นซ้ำ
- ในกรณีที่แผลมีความเสี่ยงสูง (เช่น แผลลึก แผลเปื้อนดินหรือสนิมมาก) และประวัติการรับวัคซีนไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาให้ อิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immune Globulin - TIG) ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อพิษของเชื้อทันที
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันบาดทะยักที่ดีที่สุดคือการให้เด็กรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก (DTP หรือ DTaP) ตามโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่อายุสองเดือน สี่เดือน หกเดือน และได้รับวัคซีนกระตุ้นในช่วงอายุหนึ่งปีครึ่ง สี่ปี รวมถึงวัคซีนกระตุ้นในช่วงวัยเรียน นอกจากนี้ควรฝึกสุขอนามัยที่ดีให้เด็ก เช่น การสวมรองเท้าเมื่อต้องเดินนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการวิ่งเล่นในบริเวณที่มีเศษเหล็กหรือวัสดุมีคมอันตราย