ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักโรคบาดทะยักในเด็กและความรุนแรงที่คาดไม่ถึง

โรคบาดทะยักในเด็กโรคอันตรายถึงชีวิต: ส... เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่มีความรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตมากที่สุดโรคหนึ่ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์และการได้รับวัคซีนพื้นฐานจะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคลงได้มาก แต่โรคนี้ก็ยังคงเป็นภัยเงียบที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เชื้อบาดทะยักนี้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เกิดจากการที่สปอร์ของแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล และปล่อยสารพิษอันตรายที่เข้าทำลายระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคบาดทะยัก

สาเหตุของโรคเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่าคลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูงมาก มักพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง มูลสัตว์ และวัตถุมีคมที่ปนเปื้อน เมื่อเด็กมีบาดแผลไม่ว่าจะเป็นแผลถลอก แผลจากของมีคมบาด แผลสกปรก หรือแม้แต่แผลสะดือในทารกแรกเกิดที่คลอดนอกสถานพยาบาล สปอร์ของเชื้อโรคจะสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายได้

เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน เช่น บริเวณก้นแผลลึก สปอร์จะเจริญเติบโตเป็นแบคทีเรียและผลิตสารพิษร้ายแรงสองชนิด โดยเฉพาะสารพิษเตทานปาสมิน (Tetanospasmin) สารพิษนี้จะเดินทางผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง ไปขัดขวางการทำงานของเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดการเกร็งกระตุกอย่างรุนแรงและเจ็บปวดทรมาน

อาการเริ่มต้นและระยะการดำเนินของโรค

ระยะฟักตัวของโรคบาดทะยักในเด็กอาจใช้เวลาตั้งแต่สามวันไปจนถึงสามสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความลึกและตำแหน่งของบาดแผล ยิ่งแผลอยู่ใกล้ระบบประสาทส่วนกลางมากเท่าไหร่ ระยะฟักตัวยิ่งสั้นและอาการจะยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้มักเริ่มจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณกรามและใบหน้า

  • อาการเกร็งที่กล้ามเนื้อกราม ทำให้เด็กอ้าปากได้ยากหรือเคี้ยวอาหารลำบาก ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าอาการกรามค้างหรือล็อก (Trismus)
  • รอยยิ้มที่ผิดธรรมชาติ เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้มุมปากดึงขึ้นคล้ายยิ้มแต่ดูตึงเครียด (Risus sardonicus)
  • อาการกลืนลำบาก น้ำลายไหล เนื่องจากกล้ามเนื้อคอเริ่มเกร็งตัว
  • เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น จะมีอาการกล้ามเนื้อหลังแข็งเกร็งจนลำตัวแอ่นโค้งเป็นสะพาน (Opisthotonos)
  • กล้ามเนื้อหน้าท้องและแขนขาเกร็งแข็งอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น มีเสียงดัง แสงจ้า หรือการสัมผัสตัว ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระกระตุกอย่างรุนแรงทั่วร่างกายได้ ซึ่งอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหายใจหยุดทำงานและเสียชีวิตได้ในที่สุด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

การสังเกตสัญญาณอันตรายถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตเด็ก หากผู้ปกครองพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้

  • เด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการกระตุกของกล้ามเนื้อโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • อาการเกร็งที่ใบหน้า กรามค้าง อ้าปากไม่ได้ หรือกลืนอาหารและน้ำไม่ได้
  • มีอาการชักเกร็งทั้งตัวเมื่อโดนแสงหรือเสียงกระตุ้น
  • เด็กหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือริมฝีปากเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจน
  • เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หงุดหงิดกระสับกระส่าย หรือร้องกวนตลอดเวลาจากความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคบาดทะยักจากการซักประวัติการเกิดบาดแผล ประวัติการได้รับวัคซีนที่ไม่ครบถ้วน และการตรวจร่างกายพบอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่นการเพาะเชื้อจากแผลอาจให้ผลบวกได้ไม่ทุกรายเนื่องจากเชื้อเติบโตได้ดีในที่ไม่มีออกซิเจน

แนวทางการรักษาในโรงพยาบาลประกอบด้วยการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ดังนี้:

  • การให้ยาอิมมูโนโกลบูลินต้านพิษบาดทะยัก (Human Tetanus Immune Globulin - TIG) เพื่อneutralize สารพิษที่ยังไม่ได้จับกับเส้นประสาท
  • การทำความสะอาดแผลอย่างลึกเพื่อกำจัดเนื้อตายและแหล่งที่อยู่ของเชื้อ
  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย
  • การให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยาระงับประสาทเพื่อควบคุมอาการเกร็งกระตุก
  • การใช้เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่กล้ามเนื้อหายใจเกร็งตัวจนไม่สามารถหายใจเองได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคบาดทะยักไม่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหลังหายป่วย ดังนั้นเด็กที่เคยเป็นโรคนี้แล้วจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักให้ครบถ้วนหลังจากหายดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคบาดทะยักที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมักจะให้ร่วมกับวัคซีนคอตีบและไอกรน (DTP หรือ DTaP)

  • เด็กทารกควรได้รับวัคซีนตามกำหนดตอนอายุ 2, 4 และ 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำตอนอายุ 1 ปีครึ่ง, 4 ปี และช่วงวัยเรียน
  • เมื่อเด็กโตขึ้นควรได้รับวัคซีนกระตุ้นทุกๆ 10 ปี
  • หากเด็กมีบาดแผล โดยเฉพาะแผลลึก แผลจากตะปูตำ หรือแผลสกปรก ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำความสะอาดแผลและพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นหรือรับอิมมูโนโกลบูลินเพิ่มเติมทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down