ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากและรอยโรคที่ก้นและฝ่ามือ
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบบ่อยในเด็กเล็ก แม้ว่าโรคนี้ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ในปัจจุบันพบว่าเด็กโตหรือแม้แต่เด็กวัยเรียนก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน และมักจะมีลักษณะทางคลินิกที่เด่นชัดคือการปรากฏของผื่นและตุ่มน้ำใสตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ช่องปาก และที่สำคัญคือบริเวณก้นและรอบทวารหนัก ซึ่งมักทำให้พ่อแม่เกิดความกังวลใจเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาแผลไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเชื้อไวรัสกระจายตัวสู่ผิวหนัง
การเกิดโรคมือเท้าปากเกิดจากการรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ โดยเชื้อไวรัสจะมีการแบ่งตัวในลำไส้และกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบุผิวหนังและเยื่อเมือก กลไกการแสดงออกทางผิวหนังทำให้เกิดตุ่มน้ำใส (Vesicles) ที่มีฐานสีแดงรอบๆ ซึ่งเมื่อตุ่มน้ำเหล่านี้แตกออกจะกลายเป็นแผลถลอกตื้นๆ บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าต้องเผชิญกับการเสียดสีจากการหยิบจับและเดิน ส่วนบริเวณก้นและขาหนีบเป็นจุดอับชื้นที่มักสัมผัสกับเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผิวหนังมีความเปราะบางสูงและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติ เช่น เชื้อสแตฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือสเตรปโตคอกคัส (Streptococcus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อซ้ำซ้อน
อาการเด่นชัดและพัฒนาการของรอยโรคบริเวณก้นและฝ่ามือ
ลักษณะของผื่นในเด็กโตหรือผู้ป่วยที่มีอาการของโรคมือเท้าปากมักจะเริ่มต้นด้วยการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเจ็บคอ จากนั้นจะพบตุ่มน้ำใสหรือผื่นแดงนูนราบ (Maculopapular rash) บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และที่พบบ่อยในเด็กโตคือบริเวณก้น ก้นกบ และรอบทวารหนัก ซึ่งผื่นบริเวณก้นนี้บางครั้งอาจมีขนาดใหญ่กว่าผื่นที่มือและทำให้เด็กเจ็บปวดมากเวลาขับถ่าย ระยะเวลาของโรคโดยทั่วไปจะดำเนินไปประมาณเจ็ดถึงสิบวัน โดยตุ่มน้ำจะเริ่มแห้งและตกสะเก็ดในระยะฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตุ่มน้ำแตกออกจะเป็นแผลเปิดที่ไวต่อการระคายเคืองและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนสูงมาก หากดูแลรักษาความสะอาดไม่ถูกวิธี
สัญญาณเตือนอันตรายที่ผู้ปกครองต้องพาไปพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้สูงที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
- อาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการสะดุ้งผวาและตัวสั่นกระตุกขณะนอนหลับ
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือมีอาการอกบุ๋ม
- อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง ปวดศีรษะรุนแรง หรือคอแข็ง
- ปฏิเสธการดื่มน้ำและอาหารจนมีภาวะขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้ง ปัสสาวะมีสีเข้มหรือไม่อปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง
วิธีรักษาตามหลักการแพทย์และการดูแลแผลที่บ้าน
การรักษาโรคมือเท้าปากเป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มีantiviral drug หรือยาต้านไวรัสจำเพาะสำหรับโรคนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนบริเวณแผลที่แตกออกที่ก้นและฝ่ามือ มีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- การรักษาความสะอาดแผล: ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณก้นและฝ่ามือด้วยสบู่อ่อนโยนหรือน้ำสะอาดทุกครั้งหลังขับถ่าย จากนั้นซับให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ ห้ามถูแรงเด็ดขาด
- การจัดการความอับชื้น: เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ สำหรับเด็กที่ยังใส่ผ้าอ้อม และปล่อยให้ผิวหนังได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์เพื่อลดความอับชื้น หากมีแผลถลอกที่ก้น แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ขี้ผึ้งเคลือบผิวเพื่อป้องกันการระคายเคืองจากอุจจาระและปัสสาวะ
- การจัดการเรื่องความเจ็บปวดและไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และสามารถใช้ยาชาเฉพาะที่แบบเจลทาในช่องปากตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อช่วยให้เด็กกินอาหารได้ดีขึ้น
- การป้องกันการแกะเกา: ตัดเล็บเด็กให้สั้นและสะอาดอยู่เสมอ หรือสวมถุงมือผ้าบางๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กใช้มือที่สกปรกไปแกะเกาแผลที่ก้นและฝ่ามือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการนำแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนเตรียมอาหาร และหลังสัมผัสสิ่งสกปรก ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และเสื้อผ้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ แยกเด็กป่วยไม่ให้ไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กจนกว่าจะหายเป็นปกติเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด