เข้าใจความกังวลของพ่อแม่ เมื่อลูกเป็นโรคมือเท้าปากแต่ไม่มีไข้
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในเด็กที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยอนุบาลที่ต้องไปโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก ปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับภาพจำที่ว่า โรคนี้ต้องมาคู่กับอาการไข้สูง เจ็บปาก น้ำลายไหล และมีผุ่มตุ่มขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในช่องปาก แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ เด็กหลายคนกลับแสดงอาการเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกว่า ลูกเป็นมือเท้าปากแต่ไม่มีไข้ ซึ่งสร้างความสับสนและคำถามมากมายให้แก่พ่อแม่ว่า อาการแบบนี้อันตรายหรือไม่ และจะต้องให้ลูกหยุดเรียนกี่วันเพื่อความปลอดภัยของตัวเด็กเองและเพื่อนร่วมห้อง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ได้แก่ คอกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackie A16) ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรง และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่รุนแรงได้
เชื้อไวรัสเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายผ่านทางสาร secretions ของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำจากตุ่มพอง รวมถึงการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อปนเปื้อน การติดต่อมักเกิดขึ้นผ่านการไอ จาม การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการที่เด็กเอานิ้วมือเข้าปากหลังจากสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรค แม้ว่าเด็กจะเป็นมือเท้าปากแต่ไม่มีไข้ แต่ความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นยังคงมีอยู่เท่ากับเด็กที่มีไข้ทุกประการ
ลักษณะอาการและระยะของโรคในกรณีที่ไม่มีไข้
การที่เด็กเป็นมือเท้าปากแต่ไม่มีไข้ไม่ได้หมายความว่าอาการจะรุนแรงน้อยลงเสมอไป แต่หมายถึงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยอาการทั่วไปที่สามารถสังเกตได้มีดังนี้
- ระยะฟักตัว: ประมาณสามถึงเจ็ดวันหลังได้รับเชื้อ โดยที่เด็กยังไม่มีอาการใดๆ และร่าเริงปกติ
- ระยะเริ่มต้น: เด็กอาจบ่นเจ็บคอ กลืนน้ำลายลำบาก หรือเบื่ออาหาร บางคนอาจมีอาการซึมเล็กน้อยโดยไม่มีไข้ร่วมด้วย
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: จะเริ่มพบแผลในปาก มีลักษณะเป็นแผลตื้นๆ บริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเหงือก ทำให้เด็กเจ็บปากและไม่ยอมทานอาหาร ต่อมาจะพบผื่นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดงราบ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบางครั้งอาจพบบริเวณก้นหรือหัวเข่า
- ระยะฟื้นตัว: ตุ่มน้ำจะค่อยๆ แห้งและยุบลงเองภายในเจ็ดถึงสิบวัน โดยไม่จำเป็นต้องทายาฆ่าเชื้อใดๆ ยกเว้นการรักษาตามอาการ
สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าโรคนี้ในหลายกรณีจะหายได้เอง แต่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการทางระบบประสาทและภาวะแทรกซ้อนอย่างเคร่งครัด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความผิดปกติของการรู้สติ
- มีอาการสะดุ้งผวา (Myoclonus) ผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงนอนหลับ
- อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง หรือกินอาหารไม่ได้เลยจนปัสสาวะมีสีเข้มและออกน้อย
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือมีอาการอกบุ๋มร่วมด้วย
- มีอาการชักเกร็ง หรือแขนขาอ่อนแรง
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้าน
สำหรับการรักษาโรคมือเท้าปากที่ไม่มีไข้ จะเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้เด็กสุขสบายขึ้นและป้องกันภาวะแทรก้อน เนื่องจากโรคนี้เกิดจากไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- การจัดการความเจ็บปวดในปาก: หากเด็กเจ็บปากมากจนไม่ยอมทานอะไร สามารถให้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัวสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาเจ็บปวด
- อาหารที่เหมาะสม: ควรให้อาหารอ่อนนุ่ม มีรสชาติจืด อุณหภูมิห้องหรือค่อนข้างเย็น เช่น โจ๊กอุ่นๆ นมแช่เย็น ไอศกรีมรสจืด เพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปากและช่วยให้เด็กได้รับสารอาหาร
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ หรือดื่มนมและน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป
คำถามสำคัญ: ลูกเป็นมือเท้าปากแต่ไม่มีไข้ ต้องหยุดเรียนกี่วัน
นี่คือคำถามที่พ่อแม่กังวลมากที่สุด คำตอบทางการแพทย์คือ เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากไม่ว่าจะมีไข้หรือไม่ก็ตาม **จะต้องหยุดเรียนอย่างน้อยเจ็ดถึงสิบวัน** หรือจนกว่าแผลในปากจะหายสนิทและตุ่มน้ำแห้งสนิทดีแล้ว
สาเหตุที่ต้องให้หยุดเรียนนานเท่านี้ เนื่องจากเชื้อไวรัสยังคงถูกขับออกมาทางอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์ แม้ว่าอาการภายนอกจะหายเป็นปกติแล้วก็ตาม การให้เด็กหยุดเรียนตามกำหนดช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคในโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก และช่วยให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ลดโอกาสการรับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ในช่วงที่ภูมิคุ้มกันยังอ่อนแอ
วิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัวและโรงเรียน
การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคมือเท้าปากทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วมกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง
- หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกันภายในครอบครัว
- หากพบเด็กป่วยในบ้าน ควรแยกของใช้และให้เด็กพักผ่อนอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่พี่น้องคนอื่น