ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เด็กโตเป็นโรคมือเท้าปากได้ไหม ไขข้อข้องใจจากกุมารแพทย์

เมื่อพูดถึงโรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease) หลายคนมักนึกถึงโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็กในวัยเนอสเซอรี่หรือชั้นอนุบาลเท่านั้น จนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเด็กโตหรือวัยรุ่นจะไม่สามารถติดเชื้อโรคนี้ได้ ความจริงทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า เด็กโตเป็นโรคมือเท้าปากได้ไหม: เช็ก กันให้ชัดเจนว่า เด็กโต วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ก็สามารถป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้เช่นเดียวกัน แม้ว่ากลุ่มเสี่ยงหลักที่มีอาการรุนแรงจะเป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กโตที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อสายพันธุ์นั้นๆ มาก่อน ก็สามารถติดเชื้อและแสดงอาการได้เช่นกัน

โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะสายพันธุ์คอกซากีไวรัส (Coxsackievirus) และเอนเทอโรไวรัสเอเจ็ดสิบเอ็ด (Enterovirus A71 หรือ EV71) ซึ่งเชื้อไวรัสเหล่านี้มีความสามารถในการติดต่อได้ง่ายผ่านทางสาร secretions ต่างๆ ของร่างกาย เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำใสจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ติดเชื้อ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการที่อาจแตกต่างกันในเด็กโต และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรเรียนรู้เพื่อรับมือได้อย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปากในเด็กโต

การติดเชื้อมือเท้าปากเกิดจากการรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากโดยตรงจากการสัมผัสสิ่งของ ของเล่น หรือพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือการหายใจรับละอองฝอยจากการไอจามของผู้ป่วย หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเกิดกระบวนการฟักตัวประมาณ 3 ถึง 7 วัน ก่อนที่เชื้อจะเดินทางไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบและแสดงอาการบริเวณผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก

ในเด็กโต แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะพัฒนาเต็มที่มากกว่าเด็กเล็ก ทำให้ร่างกายมักจะสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดีกว่า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงน้อยกว่า แต่เด็กโตยังคงมีโอกาสติดเชื้อได้หากไม่เคยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ มาก่อน นอกจากนี้ เด็กโตมักจะใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคผ่านการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรืออุปกรณ์กีฬา ได้อย่างง่ายดาย

อาการแสดงสำคัญและการสังเกตความผิดปกติ

อาการของโรคมือเท้าปากในเด็กโตอาจมีความแตกต่างจากเด็กเล็กเล็กน้อย บางครั้งเด็กโตอาจมีอาการแสดงที่ไม่รุนแรงมากนัก จนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการเจ็บคอธรรมดา โดยอาการสำคัญที่สามารถสังเกตได้มีดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงหรือไข้ต่ำร่วมกับอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ และระคายเคืองในช่องปาก
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: เริ่มมีแผลอักเสบในปาก บริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเพดานปาก ทำให้เด็กกลืนน้ำลายหรือทานอาหารลำบาก มีตุ่มน้ำใสหรือผื่นแดงนูนราบขนาดเล็กที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบางครั้งอาจพบบริเวณก้นหรือหัวเข่า
  • ความแตกต่างในเด็กโต: เด็กโตมักจะบอกอาการเจ็บปวดได้ดีกว่าเด็กเล็ก จะมีอาการเจ็บแผลในปากค่อนข้างมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ หรือมีไข้สูงนำมาก่อนที่จะพบตุ่มพองที่มือและเท้า
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในเด็กโต หากมีอาการเจ็บคอมากจนไม่ยอมกลืนน้ำลายหรือทานอาหาร ให้ลองสังเกตบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าร่วมด้วยเสมอ แม้จะไม่มีผื่นชัดเจน แต่หากมีแผลในปากลักษณะจำเพาะร่วมกับประวัติสัมผัสโรค ก็ควรนึกถึงโรคมือเท้าปากไว้ด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ในบางกรณี เชื้อไวรัสอาจลุกลามไปยังระบบประสาทส่วนกลางหรือปอด ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัสเอเจ็ดสิบเอ็ด สัญญาณเตือนภัยที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดประกอบด้วย

  • มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้สูงมากจนไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดกระสับกระส่าย
  • อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือมีอาการอกบุ๋มร่วมด้วย
  • มีอาการกระตุก ผวา สะดุ้งแรง หรือมีอาการชัก
  • สัญญาณภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากในเด็กโต แพทย์จะอาศัยการซักประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคเดียวกันในโรงเรียนหรือชุมชน และการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการตรวจช่องปาก ลำคอ ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว เพื่อหารอยโรคที่มีลักษณะเฉพาะของโรค ในกรณีส่วนใหญ่ การตรวจร่างกายร่วมกับประวัติทางคลินิกก็เพียงพอสำหรับการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณเตือนทางระบบประสาท แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสด้วยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) จากสารคัดหลั่งในคอหรืออุจจาระ หรือการเจาะน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นจึงไม่มีการรักษาจำเพาะด้วยยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

  • การให้ยาลดไข้และแก้ปวด: ใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัว (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือปวด)
  • การบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก: ให้รับประทานอาหารอ่อนนุ่มที่มีรสจืด เย็นจัด เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต นมเย็น หรือซุปเย็น เพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและบรรเทาความเจ็บปวดจากแผลในปาก
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ส่งเสริมให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ หรือดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนในเด็กที่ป่วยเป็นไข้โดยยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่อันตรายถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเด็ดขาดเพราะไม่ได้ผลในการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส

การฟื้นฟูสุขภาพและการป้องกันการแพร่กระจาย

หลังจากอาการทางคลินิกเริ่มดีขึ้นและไข้ลดลง การฟื้นฟูร่างกายของเด็กโตควรเน้นการรับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนเพื่อให้เนื้อเยื่อในช่องปากและผิวหนังกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารเผ็ด หรืออาหารร้อนจัด เนื่องจากจะไปกระตุ้นให้แผลในปากเกิดอาการระคายเคืองและหายช้าลง

ในด้านการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากเชื้อไวรัสยังคงสามารถขับออกมาทางอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์หลังจากหายป่วย เด็กโตควรหยุดเรียนและแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าแผลจะแห้งสนิทและไม่มีไข้ (โดยทั่วไปประมาณ 7 ถึง 10 วัน) การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำบ่อยๆ การทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว และการไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคในครอบครัวและโรงเรียน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down