ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความน่ากลัวของอาการลูกไอเสียงก้องและหายใจลำบากในยามวิกาล

ในช่วงฤดูฝนที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดระทึกขวัญ เมื่อลูกรักตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการไอแปลกประหลาด เสียงไอแหบและก้องคล้ายเสียงเห่าของสุนัข พร้อมกับมีเสียงดังหวีดเวลาหายใจ หรือมีอาการหายใจลำบากจนอกบุ๋ม อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางกุมารเวชศาสตร์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมพบว่าอาการไอเสียงก้อง (Barking Cough) และภาวะทางเดินหายใจตีบตันมักเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง และมีการสะสมของเสมหะในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เยื่อบุหลอดลมและกล่องเสียงเกิดอาการบวมอักเสบได้ง่ายและรุนแรงขึ้นกว่าเวลากลางวัน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รู้เท่าทัน อาจนำไปสู่ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกล่องเสียงและหลอดลมส่วนปลายอักเสบ

อาการไอเสียงก้องและหายใจลำบากในเด็กมักมีสาเหตุหลักมาจากโรคกล่องเสียงและหลอดลมส่วนบนอักเสบ (Croup) หรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) รวมถึงโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza Virus) ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus)

เมื่อเชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีสารคัดหลั่งจำนวนมากบริเวณกล่องเสียง (Larynx) และหลอดลม (Trachea) เนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กและนิ่มกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเกิดอาการบวมเพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งผลให้พื้นที่ในการไหลผ่านของอากาศแคบลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นเสียงไอเสียงก้อง เสียงหายใจเข้าดังหวีด (Stridor) และภาวะหายใจลำบากตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรคที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

การสังเกตอาการของลูกน้อยในช่วงเวลาต่างๆ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ประเมินความรุนแรงของโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยทั่วไปโรคจะมีลำดับการดำเนินอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (1-2 วันแรก): เด็กจะมีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ต่ำๆ น้ำใสไหล ไอเล็กน้อย และเจ็บคอ
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (มักเกิดตอนกลางคืน): อาการหวัดจะเปลี่ยนเป็นอาการไอเสียงก้อง (Barking Cough) เสียงแหบ และเวลาร้องไห้หรือหายใจเข้าจะได้ยินเสียงดังหวีดแหลม (Stridor) เด็กอาจตื่นขึ้นมาร้องกวนด้วยความตกใจและหายใจไม่สะดวก
  • ระยะวิกฤต: หากทางเดินหายใจบวมมากยิ่งขึ้น เด็กจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจเข้า และริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำเนื่องจากได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากคุณพบว่าลูกรักมีอาการเหล่านี้ในเวลากลางคืน ห้ามรอจนถึงเช้าเด็ดขาด ต้องรีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • หายใจลำบากมาก หายใจเร็วผิดปกติ หรือมีอาการอกบุ๋ม ท้องบุ๋มอย่างเห็นได้ชัดทุกครั้งที่หายใจเข้า
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือเล็บมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน
  • มีน้ำลายไหลยืด กลืนน้ำลายหรือกลืนนมไม่ได้ เนื่องจากเจ็บคอมากหรือกล่องเสียงบวมปิด
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายกระวนกระวายอย่างไร้สาเหตุ
  • มีเสียงหายใจดังหวีดดังต่อเนื่องแม้ในขณะพักผ่อนหรือไม่ได้ร้องไห้
  • ไข้สูงมากร่วมกับอาการหนาวสั่น หรือไข้ไม่ลดเลยแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามพยายามใช้ช้อนหรือนิ้วกดลงไปในลำคอของเด็กเพื่อดูคอเด็ดขาดหากสงสัยว่าเป็นโรคกล่องเสียงอักเสบ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อที่บวมอยู่แล้วเกิดการหดเกร็งและปิดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะวิกฤตฉุกเฉินทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในสถานพยาบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างเร่งด่วน โดยมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญ ได้แก่

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะฟังเสียงหายใจด้วยหูฟังทางการแพทย์ ประเมินลักษณะการไอ และดูอัตราการหายใจร่วมกับลักษณะอกบุ๋ม
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Rapid Antigen Test): ในกรณีที่สงสัยเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง เช่น RSV หรือไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจทำการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อ
  • การเอกซเรย์ปอดและคอส่วนบน (X-ray): เพื่อแยกโรคกล่องเสียงอักเสบจากสิ่งแปลกปลอมหลอดลมติดคอ หรือประเมินภาวะปอดอักเสบและภาวะแคบของหลอดลมส่วนบน (Steeple Sign)
  • การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อตรวจสอบปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การรักษาโรคกล่องเสียงและปอดอักเสบในเด็กต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยมีแนวทางปฏิบัติทั้งในโรงพยาบาลและการดูแลเบื้องต้นที่บ้านดังนี้

  • การพ่นยาขยายหลอดลมและยาลดอาการบวม: แพทย์อาจพ่นยาอะดรีนาลีน (Nebulized Epinephrine) ร่วมกับยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นหรือชนิดรับประทาน เพื่อช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงและเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การให้สารน้ำและออกซิเจน: หากเด็กมีภาวะขาดน้ำหรือระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและให้ออกซิเจนเสริม
  • การดูแลเบื้องต้นยามดึก: หากลูกตื่นมาไอเสียงก้องแต่ยังไม่มีอาการหายใจลำบากรุนแรง คุณพ่อคุณแม่อาจพาไปรับอากาศเย็นชื้น เช่น พาไปยืนสูดอากาศเย็นริมหน้าต่าง เปิดเครื่องทำไอน้ำ (Humidifier) หรืออุ้มเข้าไปในห้องน้ำที่เปิดฝักบัวน้ำอุ่นให้เกิดไอระเหย จะช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงลงได้ชั่วคราว
คำแนะนำจากคุณหมอ: การพาเด็กไปรับอากาศชื้นเย็นหรือไอน้ำจะช่วยลดการอักเสบและอาการไอเสียงก้องลงได้ดีในเบื้องต้น แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายในสิบถึงสิบหนาที ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดและข้อควรระวังเรื่องยา

การใช้ยาในเด็กเล็กต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพื่อป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียงที่รุนแรง

  • ห้ามใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกกลุ่มที่กดศูนย์การไอโดยไม่ปรึกษาแพทย์: ยาบางชนิดทำให้เสเหนียวข้นขึ้นและขับออกยาก ซึ่งอาจทำให้หลอดลมตีบตันมากขึ้นในเด็กเล็ก
  • ห้ามให้เด็กกินยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบที่รุนแรงถึงชีวิต
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล: ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้ลูกกินเอง: เพราะโรคส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาแถมยังสร้างเชื้อดื้อยาอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวช่วงฤดูฝน

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยในช่วงฤดูฝน

  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนเสริมเพื่อป้องกันเชื้อ RSV และวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตาแคะจมูก
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ปิดแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือสนามเด็กเล่นในร่ม
  • การดูแลสุขภาพภาพรวม: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นเพียงพอ นอนหลับพักผ่อนให้สนิท และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการรับมือยามฉุกเฉิน

อาการไอเสียงก้องและหายใจลำบากตอนกลางคืนเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าลูกน้อยกำลังเผชิญกับภาวะทางเดินหายใจอักเสบที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน การมีสติ สังเกตอาการ Red Flags ให้แม่นยำ และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อพบความผิดปกติ จะช่วยชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down