ท่านั่งทำงานและนอนเล่นมือถือที่ถูกต: ปัญหาเรื้อรังที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน สมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่สามที่มนุษย์เราต้องใช้งานตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือการนอนเล่นโทรศัพท์มือถือบนเตียงก่อนนอน พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ โดยเฉพาะกระดูกสันหลังส่วนคอและหลังส่วนล่าง ภาวะออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) และอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจึงกลายเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้น ๆ ที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการปวดจากท่านั่งทำงานและนอนเล่นมือถือ
เมื่อมนุษย์เราก้มศีรษะลงเพื่อมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ น้ำหนักของศีรษะซึ่งปกติจะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 4 ถึง 5 กิโลกรัม จะเพิ่มภาระให้กับกล้ามเนื้อคอและกระดูกสันหลังส่วนคออย่างมหาศาล ยิ่งก้มต่ำมากเท่าใด แรงกดทับที่กระดูกต้นคอจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณ กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และสะบักต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงศีรษะไม่ให้ตกลงมา ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งเรื้อรัง (Myofascial Pain Syndrome)
ในส่วนของท่านั่งทำงาน หากนั่งหลังค่อม ไหล่ห่อ หรือเก้าอี้ไม่รองรับสรีระ จะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวรับน้ำหนักผิดรูป หมอนรองกระดูกสันหลังได้รับแรงกดทับที่ไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง ลามไปจนถึงสะโพกและขา รวมถึงขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดอาการชาและอ่อนแรงตามมาในระยะยาว
อาการแสดงสำคัญและลำดับขั้นของโรค
อาการผิดปกติจากท่านั่งและท่านอนที่ไม่ถูกต้องมักจะแสดงออกมาทีละน้อยจนผู้ป่วยชินชา โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีอาการปวดตึงบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนล่างในช่วงเย็นหรือหลังจากทำงานเป็นเวลานาน อาการนี้มักจะดีขึ้นได้เองเมื่อได้พักผ่อนหรือนอนราบ
- ระยะปานกลาง: อาการปวดเริ่มมีความถี่และรุนแรงขึ้น อาการตึงลามขึ้นไปที่ขมับหรือท้ายทอย ทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย รู้สึกขัดหรือมีเสียงคลิกบริเวณข้อต่อคอหรือหัวไหล่ขณะขยับตัว
- ระยะเรื้อรัง: อาการปวดไม่หายไปแม้จะพักผ่อน มีอาการชาลามลงไปที่แขน มือ หรือนิ้วมือ รู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวอ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด หรือมีอาการปวดร้าวลงขาคล้ายโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ว่าอาการปวดคอและหลังส่วนใหญ่จะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ผู้ specialist ด้านกระดูกและข้อทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียด:
- มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนและขาอย่างฉับพลัน เดินเซ หรือควบคุมการทรงตัวไม่ได้
- สูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะกดทับเส้นประสาทไขสันหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง
- มีอาการปวดรุนแรงตลอดเวลาแม้ในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ และไม่ตอบสนองต่อการทานยาแก้ปวดทั่วไป
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดหลัง หรือมีน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดจากท่านั่งทำงานหรือการใช้มือถือ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนทางการแพทย์ ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: สอบถามลักษณะงาน พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ระยะเวลาของอาการ และตำแหน่งที่มีอาการปวด
- การตรวจร่างกายทางระบบประสาทและกระดูก: ตรวจสอบช่วงการเคลื่อนไหวของคอและหลัง ทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของรีเฟล็กซ์
- การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูความตรงของกระดูกสันหลัง ความเสื่อมของข้อต่อ และภาวะกระดูกงอก
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือมีความเสียหายของเนื้อเยื่ออ่อนรอบไขสันหลัง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการฟื้นฟูสุขภาพ
การรักษาอาการปวดจากพฤติกรรมสุขภาพจะต้องทำควบคู่กันไปหลายด้าน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ:
- การรักษาด้วยยา: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็น (NSAIDs) เพื่อลดการอักเสบในระยะเฉียบพลัน
- กายภาพบำบัด: การใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น การทำอัลตร้าาวด์ลดปวด การประคบความร้อน การกระตุ้นไฟฟ้า และการนวดคลายจุดกำเนิดความเจ็บปวด (Trigger Point Release)
- การปรับท่านั่งทำงานและนอนเล่นมือถือที่ถูกต้อง:
- ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา ขอบบนของจอควรอยู่พอดีกับระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย
- นั่งหลังตรงแนบชิดพนักพิงเก้าอี้ เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น สะโพกและเข่าทำมุมตั้งฉากเก้าสิบองศา
- หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหรือนอนตะแคงกอดหมอนเล่นมือถือบนเตียง หากจำเป็นต้องใช้งานโทรศัพท์ ควรยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาแทนการก้มคอลงไปหาหน้าจอ
- การออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟู: เน้นการบริหารกล้ามเนื้อคอ สะบัก และหลังส่วนบน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เช่น ท่าเก็บคาง (Chin Tuck) และท่าบีบสะบัก
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพระยะยาว
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) เลือกใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ที่วางแล็ปท็อป คีย์บอร์ดแยก หรือเก้าอี้ทำงานที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกสันหลังได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่แกนกลางลำตัว (Core Muscles) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการพยุงกระดูกสันหลังทั้งหมด