ทำความรู้จักกับหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท
โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท (Cervical Disc Herniation or Cervical Spondylosis) เป็นความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นเสมือนโช้คอัพหรือเบาะรองรับแรงกระแทกบริเวณกระดูกคอแต่ละข้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หรือมีพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หมอนรองกระดูกเหล่านี้จะเริ่มเสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น และอาจเกิดการปริแตกหรือโป่งนูนออกมา จนไปกดทับรากประสาทหรือไขสันหลังที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ชา หรือแม้กระทั่งสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อแขนและขาในที่สุด
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
การเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกคอเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุหลักได้ดังนี้
- ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้หมอนรองกระดูกแบนตัวลง ความยืดหยุ่นลดลง และมีความเปราะบางมากขึ้น
- พฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน: การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมง (Text Neck) ทำให้กระดูกคอต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติหลายเท่า
- การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ: อุบัติเหตุทางรถยนต์ เช่น การสะบัดของคออย่างรุนแรง (Whiplash) หรือการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก สามารถทำให้หมอนรองกระดูกฉีกขาดและเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทได้อย่างกะทันหัน
- พันธุกรรมและโครงสร้างร่างกาย: บางท่านอาจมีความอ่อนแอของเนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกตามพันธุกรรม ทำให้เสื่อมเร็วกว่าปกติ
อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค
อาการของโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาทจะมีความแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงและตำแหน่งที่มีการกดทับ โดยมักจะมีลำดับอาการดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและบ่า บางครั้งร้าวขึ้นไปที่ศีรษะด้านหลังหรือสะบัก อาการมักจะเป็นๆ หายๆ หลังจากตื่นนอนหรือหลังจากการทำงานในท่าเดิมนานๆ
- ระยะกดทับรากประสาท: ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดแปล๊บคล้ายไฟช็อตหรือแสบร้อน ร้าวลงมาที่แขน หัวไหล่ ข้อศอก หรือปลายนิ้ว ร่วมกับอาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณผิวหนังตามแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
- ระยะลุกลามหรือกดทับไขสันหลัง: หากปล่อยทิ้งไว้จนมีการกดทับไขสันหลังอย่างรุนแรง (Cervical Myelopathy) จะส่งผลต่อการทรงตัว การเดินขาสั่น ควบคุมการหยิบจับสิ่งของชิ้นเล็กๆ ไม่ถนัด หรืออาจมีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ในบางกรณี โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโดยด่วน หากท่านมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
- แขนหรือมือมีอาการอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ไม่สามารถยกแขนขึ้นได้ หรือทำของหลุดมือบ่อยครั้ง
- มีอาการชาลามกว้าง สูญเสียความรู้สึกในการรับสัมผัสร้อนหนาวบริเวณลำตัวหรือขา
- มีอาการเดินเซ ขาสั่น หรือสูญเสียการทรงตัว ควบคุมการเดินไม่ได้
- มีภาวะสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ (Cauda Equina Syndrome หรือ Myelopathic Bladder/Bowel) ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอร้าวลงแขน แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ รีเฟล็กซ์ (Reflex) ของแขนและขา และทำการทดสอบการกระจายตัวของความรู้สึกเพื่อหาตำแหน่งของเส้นประสาทที่มีปัญหา
- การถ่ายภาพรังสีส่วนเพิ่ม (X-ray): เพื่อดูความเสื่อมของข้อต่อกระดูกคอ ช่องว่างระหว่างข้อกระดูก และความโค้งของกระดูกสันหลัง
- การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัยโรคนี้ เนื่องจากสามารถมองเห็นหมอนรองกระดูกที่โป่งนูน เส้นประสาทที่ถูกกดทับ และสภาพของไขสันหลังได้อย่างชัดเจน
- การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG/NCV): เพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อว่าถูกกดทับจนเสียหายในระดับใด
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาทจะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็นแนวทางดังนี้
- การรักษาโดยไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment): เหมาะสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการในระดับน้อยถึงปานกลาง ประกอบด้วยการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาลดปวดเส้นประสาท การทำกายภาพบำบัด การดึงคอ การใช้อุปกรณ์พยุงคอ (Cervical Collar) ชั่วคราว และการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลังเพื่อลดการอักเสบ
- การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment): จะพิจารณาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน มีอาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดนานเกินหกสัปดาห์ หรือมีการกดทับไขสันหลังอย่างรุนแรง โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกส่วนที่กดทับออกและทำการเชื่อมข้อกระดูกหรือใส่หมอนรองกระดูกเทียม
การฟื้นฟูสุขภาพและการป้องกันระยะยาว
การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้
- ปรับท่านั่งในการทำงานให้ถูกต้อง หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามองสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน
- ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและสะบักอย่างสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
- เลือกใช้หมอนหนุนนอนที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างพอดี ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือการบิดหันคออย่างรุนแรง