ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกโรคกระดูกคอเสื่อมในผู้สูงอายุ ความเสื่อมตามวัยที่ส่งผลต่อระบบประสาท

โรคกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) เป็นความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของกระดูกสันหลังส่วนคอที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น โดยมักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่หกสิบปีขึ้นไป ความเสื่อมนี้เกิดจากการสึกหรอของหมอนรองกระดูกสันหลัง (Cervical Disc) และข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างกระดูกงอก (Bone Spurs หรือ Osteophytes) ขึ้นมา ซึ่งหากกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกที่เสื่อมนั้นไปกดทับรากประสาท (Cervical Radiculopathy) หรือไขสันหลัง (Cervical Myelopathy) ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ชา หรือสูญเสียการทำงานของแขนและขาอย่างรุนแรง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค สัญญาณเตือนอันตราย และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระดูกคอเสื่อม

กระบวนการเสื่อมของกระดูกคอเริ่มต้นจากความเสื่อมตามอายุขัย (Aging Process) โดยหมอนรองกระดูกสันหลังจะสูญเสียน้ำและความยืดหยุ่น ทำให้ความสูงของหมอนรองกระดูกลดลง แรงกดทับบนข้อต่อจึงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  • การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง: สูญเสียความยืดหยุ่นและอาจเกิดการปริแตก ทำให้หมอนรองกระดูกยื่นออกมากดทับเส้นประสาท
  • การสร้างกระดูกงอก: ร่างกายพยายามสร้างกระดูกเพิ่มเพื่อความมั่นคง แต่กลับกลายเป็นการจำกัดพื้นที่ของช่องไขสันหลังและช่องออกของเส้นประสาท
  • ความเสื่อมของเอ็นและข้อต่อ: เอ็นรอบกระดูกคอหนาตัวขึ้นและสูญเสียความยืดหยุ่น ร่วมกับการอักเสบเรื้อรังในข้อต่อ (Facet Joint Arthropathy)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้สูงที่มีประวัติอุบัติเหตุทางรถยนต์ การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาในอดีต หรือผู้ที่ต้องก้มหน้าทำงานใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานติดต่อกันหลายปี มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกคอเสื่อมเร็วกว่าวัยและมีความรุนแรงมากกว่าปกติ

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคกระดูกคอเสื่อม

อาการของโรคกระดูกคอเสื่อมมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างใดถูกกดทับ โดยสามารถแบ่งกลุ่มอาการตามความรุนแรงได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Axial Neck Pain): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดคอ ตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและสะบัก อาการปวดอาจร้าวขึ้นไปที่ท้ายทอยหรือศีรษะ มักเป็นมากเวลาขยับคอหรือตื่นนอนในตอนเช้า
  • ระยะกดทับรากประสาท (Cervical Radiculopathy): มีอาการปวดแปล๊บเหมือนไฟฟ้าช็อตหรือแสบร้อนร้าวลงมาที่แขน หัวไหล่ ข้อศอก หรือมือ ร่วมกับมีอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนบางมัด
  • ระยะกดทับไขสันหลัง (Cervical Myelopathy): เป็นภาวะที่อันตรายที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเดินเซ ทรงตัวได้ไม่ดี ควบคุมการใช้มือได้ยาก เช่น ติดกระดุมเสื้อไม่ได้ ทำของหล่นจากมือบ่อย มีอาการชาและอ่อนแรงทั้งแขนและขา รวมถึงอาจมีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระในรายที่เป็นรุนแรง

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อม หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังโดยด่วน เพื่อป้องกันความพิการถาวร

  • อาการอ่อนแรงของแขนและขาที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว สูญเสียกำลังในการหยิบจับสิ่งของ
  • อาการชาลามกว้าง สูญเสียความรู้สึกในการรับสัมผัส ความร้อน หรือความเย็นบริเวณลำตัวและขา
  • มีอาการเดินเซ ทรงตัวลำบาก หรือล้มบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • สูญเสียการควบคุมการขับถ่าย (อุจจาระหรือปัสสาวะเล็ด)
  • อาการปวดคอรุนแรงมากจนไม่สามารถนอนราบได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination) เพื่อทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก และรีเฟล็กซ์ นอกจากนี้ยังมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยาเพิ่มเติม ได้แก่

  • การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูความโค้งของกระดูกคอ ความเสื่อมของข้อต่อ และภาวะกระดูกงอก
  • การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงที่สุดในการประเมินภาวะการกดทับของไขสันหลัง รากประสาท หมอนรองกระดูก และเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้าง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG / NCS): เพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อว่ามีความเสียหายมากน้อยเพียงใด

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์: เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด

การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมเริ่มต้นจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment) ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง เช่น การใช้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ การใส่ปลอกคอพยพ (Cervical Collar) ชั่วคราว และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

คำแนะนำจากคุณหมอ: แพทย์จะพิจารณาทางเลือกการรักษาด้วยการผ่าตัดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนเท่านั้น ได้แก่ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดนานหกสัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น มีภาวะกดทับไขสันหลังอย่างรุนแรงจนส่งผลต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีภาวะรากประสาทถูกกดทับจนกล้ามเนื้อฝ่อลีบและอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

ประเภทของการผ่าตัดกระดูกคอเสื่อมและความเสี่ยงที่ต้องรู้

การผ่าตัดกระดูกคอเสื่อมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการกดทับ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเทคนิคที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การผ่าตัดทางด้านหน้าคอ (Anterior Cervical Discectomy and Fusion - ACDF): เป็นวิธีมาตรฐานโดยการเอาหมอนรองกระดูกที่เสื่อมและกดทับเส้นประสาทออก จากนั้นใส่วัสดุก้ำเกินและเชื่อมกระดูกให้ติดกัน
  • การผ่าตัดทางด้านหลังคอ (Posterior Cervical Laminectomy or Laminoplasty): เป็นการขยายช่องไขสันหลังทางด้านหลัง เพื่อลดแรงกดทับไขสันหลังในผู้ป่วยที่มีการตีบแคบหลายระดับ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่ต้องรู้: เช่นเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ทั่วไป การผ่าตัดกระดูกคอมีความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อ การมีเลือดออก ภาวะเสียงแหบชั่วคราวหรือถาวรจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทที่เลี้ยงกล่องเสียง (Recurrent Laryngeal Nerve) อาการกลืนลำบากหลังผ่าตัด ภาวะกระดูกไม่เชื่อมติดกัน หรือความเสี่ยงในการกระทบกระเทือนต่อไขสันหลังและเส้นประสาท ซึ่งแพทย์จะอธิบายรายละเอียดให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจก่อนตัดสินใจผ่าตัดทุกครั้ง

การป้องกันและการดูแลตนเองในผู้สูงอายุ

แม้ความเสื่อมจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมและลดความรุนแรงของโรคได้ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรหยุดพักและยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอทุกๆ สามสิบนาที
  • จัดท่านอนให้เหมาะสม โดยใช้หมอนที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างพอดี
  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอและบ่าอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down