ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: เมื่อคอต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาล

ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การติดต่อสื่อสาร หรือการพักผ่อนหย่อนใจ แต่พฤติกรรมการก้มหน้ามองจอเป็นเวลานานติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือพฤติกรรมการนอนเล่นมือถือบนเตียงนอน ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะโรคกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าจอวันละหลายชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังลุกลามและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีความเปราะบางของกระดูกและข้อต่ออยู่แล้วอีกด้วย

ในทางการแพทย์ โครงสร้างของกระดูกสันหลังส่วนคอประกอบด้วยกระดูกซี่โครงคอ หมอนรองกระดูกซึ่งทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทก เส้นประสาท และกล้ามเนื้อรอบคอที่ทำหน้าที่พยุงศีรษะที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณสี่ถึงห้ากิโลกรัม เมื่อเราก้มหน้าลงมองจอสมาร์ทโฟนหรือยื่นคอไปข้างหน้าเพื่อมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ มุมก้มที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้น้ำหนักที่กระทำต่อกระดูกคอเพิ่มสูงขึ้นแบบทวีคูณ เปรียบเสมือนคอต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นสิบถึงยี่สิบกิโลกรัมตลอดเวลา แรงกดทับที่มหาศาลนี้ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น กล้ามเนื้อคอและบ่าต้องทำงานหนักจนเกิดภาวะหดเกร็งเรื้อรัง และอาจนำไปสู่การกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังในที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระดูกคอเสื่อมจากพฤติกรรม

โรคกระดูกคอเสื่อมไม่ได้เกิดจากความเสื่อมตามวัยเพียงอย่างเดียว แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่กล้ามเนื้อคอและบ่าต้องเกร็งตัวค้างไว้ในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน (Static Load) ทำให้หลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อตีบตัวลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้น้อยลง เกิดการคั่งของกรดแลคติกและของเสีย ส่งผลให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ

เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกวัน หมอนรองกระดูกคอจะสูญเสียความยืดหยุ่น น้ำภายในหมอนรองกระดูกลดลง ทำให้ความสูงของหมอนรองกระดูกลดลงตามไปด้วย กระดูกสันหลังจึงเสียความมั่นคง ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างกระดูกงอก (Bone Spurs หรือ Osteophytes) ขึ้นมาเพื่อพยุงข้อต่อ แต่กระดูกงอกเหล่านี้กลับไปสร้างปัญหาใหม่ด้วยการไปเบียดบังช่องทางเดินของเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงตามมา

สำหรับในกลุ่มผู้สูงอายุ โครงสร้างของกระดูกมักมีความบางและเปราะอยู่แล้วจากภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ร่วมกับความเสื่อมตามธรรมชาติของหมอนรองกระดูก ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดโรคกระดูกคอเสื่อมได้ง่ายและรุนแรงกว่าวัยอื่นๆ แม้จะทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น การนอนหนุนหมอนที่สูงหรือต่ำเกินไปเพื่อดูโทรศัพท์มือถือบนเตียง

อาการและสัญญาณเตือนของโรคกระดูกคอเสื่อม

อาการของโรคกระดูกคอเสื่อมสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรงของการกดทับโครงสร้างรอบคอ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Early Stage): มีอาการปวดตึงบริเวณต้นคอ บ่า และสะบัก อาการปวดอาจลามขึ้นไปที่ศีรษะด้านหลังหรือขมับ รู้สึกเมื่อยล้าง่ายเมื่อต้องหันคอหรือก้มหน้านานๆ มักดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อนหรือเปลี่ยนท่าทาง
  • ระยะปานกลาง (Moderate Stage): อาการปวดเริ่มรุนแรงขึ้น มีอาการปวดร้าวลงไปที่แขน ข้อศอก หรือมือ ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการชาบริเวณปลายนิ้ว มือ หรือแขน รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มหรือไฟฟ้าช็อตเมื่อหันคอในบางทิศทาง
  • ระยะรุนแรง (Advanced Stage): มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือมือ หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ทำของหล่นจากมือบ่อย สูญเสียการทรงตัวขณะเดิน มีอาการชาลุกลาม และในกรณีที่การกดทับรุนแรงมากอาจส่งผลต่อการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ
สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที:
  • มีอาการอ่อนแรงของแขนหรือขาอย่างฉับพลัน เดินเซ หรือทรงตัวไม่ได้
  • มีอาการชาลุกลามอย่างรวดเร็ว สูญเสียความรู้สึกบริเวณมือหรือเท้า
  • สูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • มีอาการปวดรุนแรงมากจนไม่สามารถนอนหลับได้ หรือมีอาการปวดร่วมกับไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือการกระแทกบริเวณคอก่อนเริ่มมีอาการทางระบบประสาท

ท่านั่งทำงานและนอนเล่นมือถือที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม ทั้งสำหรับวัยทำงานและผู้สูงอายุในบ้าน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

การจัดท่านั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และมือถือ

  • ระดับของหน้าจอ (Monitor Height): จุดกึ่งกลางของหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หรือต่ำกว่าระดับสายตาระหว่างสิบถึงยี่สิบองศา เพื่อให้ศีรษะตั้งตรงอยู่ในแนวสมดุล ไม่ต้องก้มหน้าหรือเงยหน้าขึ้นมอง
  • ระยะห่างที่เหมาะสม: หน้าจอควรอยู่ห่างจากสายตาประมาณหนึ่งช่วงแขน หรือประมาณห้าสิบถึงเจ็ดสิบเซนติเมตร
  • ท่าทางของร่างกาย (Ergonomic Posture): นั่งหลังตรงแนบชิดพนักเก้าอี้ สะโพกและเข่าทำมุมฉากเก้าสิบองศา เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นพอดี ไหล่ผ่อนคลายไม่ยกสูง ข้อศอกวางบนที่วางแขนโดยทำมุมฉากกับลำตัว และควรมีหมอนรองหลังส่วนล่างเพื่อรักษาความโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลัง
  • การใช้งานมือถือระหว่างวัน: ควรยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาแทนการก้มหน้ามองลงไปที่ตัก และควรพักสายตาและขยับร่างกายทุกๆ สามสิบถึงสี่สิบห้าสิบนาที (Rule of 20-20-20 และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ)

การปรับท่านอนและการเล่นมือถือบนเตียงที่ถูกต้อง

  • หลีกเลี่ยงการนอนเล่นมือถือบนเตียง: การนอนราบแล้วยกมือถือขึ้นเล่น หรือการนอนตะแคงเล่นมือถือ ทำให้กล้ามเนื้อคอต้องเกร็งผิดรูปและเกิดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกคออย่างต่อเนื่อง หากจำเป็นต้องใช้งานควรนั่งพิงหัวเตียงโดยมีหมอนรองหลังและหมอนรองใต้ข้อศอกเพื่อพยุงแขน
  • การเลือกหมอนหนุนนอน (Pillow Selection): หมอนที่ดีควรมีความสูงและความแข็งที่พอเหมาะ เมื่อนอนหงาย หมอนต้องรองรับส่วนโค้งของกระดูกคอพอดี ทำให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับลำตัว ไม่เงยหรือก้มจนเกินไป สำหรับคนนอนตะแคง ควรเลือกหมอนที่มีความหนาเท่ากับระยะห่างจากหัวไหล่ถึงใบหู เพื่อให้กระดูกคออยู่ในแนวตรง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
  • หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ: การนอนคว่ำหน้าทำให้ต้องหันคอไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ส่งผลให้กล้ามเนื้อคอบิดเบี้ยวและเกิดอาการปวดตึงอย่างรุนแรงเมื่อตื่นนอน
คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน:

ผู้สูงอายุมักมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวและกระดูกที่เปราะบาง ผู้ดูแลควรช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น ปรับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ให้พอดี ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ขาตั้งมือถือหรือแท่นวางหนังสือเพื่อลดการก้มหน้า และสนับสนุนให้มีการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อคออย่างนุ่มนวล หรือการเดินยืดเส้นยืดสายเป็นประจำทุกวัน เพื่อรักษากล้ามเนื้อรอบคอและหลังให้แข็งแรงอยู่เสมอ

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอเรื้อรังหรือมีอาการชาร้าวลงแขน แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะอาการ ระยะเวลา พฤติกรรมการใช้ชีวิต และทำการตรวจร่างกายทางระบบประสาท เช่น การทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก และรีเฟล็กซ์ของแขนขา
  • การถ่ายภาพรังสี (X-ray): เพื่อดูความเสื่อมของกระดูกสันหลัง ความแคบของช่องว่างระหว่างข้อต่อ และดูกระดูกงอก
  • การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ในกรณีที่สงสัยว่ามีการกดทับของเส้นประสาทหรือไขสันหลังอย่างรุนแรง การทำเอ็มอาร์ไอจะช่วยให้เห็นรายละเอียดของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่อรอบข้างได้อย่างชัดเจนที่สุด

แนวทางการรักษา: ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม ได้แก่ การให้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยา (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด เช่น การดึงคอ การใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบ และการบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท หรือการผ่าตัดในรายที่มีความจำเป็น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามดัดคอหรือนวดแผนโบราณแบบรุนแรง: ในผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกคอเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน การนวดกดจุดหรือการดัดคออย่างรุนแรงโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ อาจทำให้เส้นประสาทหรือไขสันหลังได้รับความเสียหายอย่างถาวร เกิดภาวะอัมพาตได้
  • ห้ามเพิกเฉยต่ออาการชาหรืออ่อนแรง: หากมีอาการชาร้าวลงแขนหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง
  • ห้ามซื้อยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดแรงๆ รับประทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน: การใช้ยาโดยไม่1ควบคุมอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกคอในระยะยาว

การป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการก้มหน้านานๆ จัดท่าทางในการทำงานและพักผ่อนให้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง คอ และหัวไหล่อย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงเพื่อบำรุงกระดูก และตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยงของระบบกระดูกและข้อ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down