ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โรครงูสวัดติดต่อได้หรือไม่และความสำคัญทางการแพทย์

โรครงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่สร้างความเจ็บปวดทรมานและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยและคนรอบข้างเป็นอย่างมาก คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวคือ โรครงูสวัดติดต่อได้หรือไม่ และคนในบ้านจะติดเชื้อจากผู้ป่วยหรือไม่ ในทางการแพทย์ โรครงูสวัดไม่ได้ติดต่อผ่านทางการหายใจ การสัมผัสผิวหนังปกติ หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน แต่เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถแพร่กระจายไปยังผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ การเข้าใจกลไกการแพร่เชื้อที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและป้องกันการแพร่กระจายของโรคในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากไวรัสตัวเดียวกันกับอีสุกอีใส

สาเหตุของโรครงูสวัดเกิดจากการ reactivation หรือการตื่นตัวซ้ำของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อบุคคลเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก หายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ อยู่ที่ปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) บริเวณไขสันหลังและกะโหลกศีรษะ

เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงตามอายุที่มากขึ้น ความเครียด ความเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่จะแบ่งตัวและเดินทางตามเส้นประสาทออกมาสู่ผิวหนัง ก่อให้เกิดตุ่มน้ำใสและอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยงอยู่ กลายเป็นโรครงูสวัดในที่สุด

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยโรครงูสวัดจะไม่สามารถแพร่เชื้อโรครงูสวัดโดยตรงให้ผู้อื่นกลายเป็นงูสวัดได้ทันที แต่หากผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อน ผู้สัมผัสรายนั้นอาจติดเชื้อไวรัส VZV จากตุ่มน้ำใสของโรครงูสวัด และแสดงอาการออกมาเป็นโรคอีสุกอีใสได้

อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค

ลักษณะทางคลินิกของโรครงูสวัดมีความจำเพาะเจาะจงและมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งผู้ป่วยและผู้ดูแลควรสังเกตอาการเพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ยิบๆ หรือเจ็บแปลบๆ บริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย (มักไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัว) ร่วมกับอาการนำทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาการในระยะนี้มักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ หรือโรคหัวใจ หากอาการปวดเกิดขึ้นบริเวณหน้าอก
  • ระยะเกิดผื่นและตุ่มน้ำใส (Acutely Eruptive Phase): หลังจากมีอาการปวด 1 ถึง 5 วัน จะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามแนวเส้นประสาทที่อักเสบ จากนั้นจะกลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใส (Vesicles) ภายใน 1 ถึง 2 วัน ตุ่มน้ำเหล่านี้จะมีน้ำใสอยู่ภายใน ต่อมาน้ำใสจะขุ่นขึ้นเป็นหนอง แตกออก และตกสะเก็ดแห้งไปเองภายใน 7 ถึง 10 วัน
  • ระยะหลังการเกิดผื่น (Post-Herpetic Phase): สะเก็ดจะหลุดออก แต่อาจทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำไว้ อาการปวดตามแนวเส้นประสาทอาจยังคงอยู่แม้รอยโรคที่ผิวหนังจะหายสนิทแล้ว

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรครงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ตา หรือปลายจมูก (Herpes Zoster Ophthalmicus): ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยา เพราะเชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นถาวร
  • อาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia - PHN): อาการปวดแสบปวดร้อนรุนแรงที่ยังคงอยู่เกินกว่า 3 เดือน หรือมากกว่า 6 เดือนหลังจากแผลหาย ซึ่งรักษาได้ยากและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง: เกิดจากการเกาตุ่มน้ำจนแตก ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่แผล เกิดการอักเสบ บวม แดง มีหนอง และอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
  • การกระจายทั่วร่างกาย (Disseminated Zoster): พบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งเชื้อจะกระจายไปทั่วผิวหนังและอวัยวะภายใน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรครงูสวัดได้เป็นส่วนใหญ่จากการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยแพทย์จะดูลักษณะและการกระจายตัวของผื่นและตุ่มน้ำใสที่มักขึ้นเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อนเฉพาะที่ ในบางกรณีที่รอยโรคไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การขูดรอยโรคเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) หรือการตรวจทางจุลชีววิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรครงูสวัดมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของโรค บรรเทาอาการปวด ป้องกันการลุกลาม และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น ยาอะซิโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาซิโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมซิโคลเวียร์ (Famciclovir) โดยยามีประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงแรก (3 วัน) นับตั้งแต่เริ่มมีผื่นขึ้น ช่วยลดระยะเวลาการเกิดผื่นและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาท
  • การรักษาตามอาการ: แพทย์อาจให้ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล ยาแก้ปวดปลายประสาท (เช่น Gabapentin หรือ Pregabalin) หรือยาทาภายนอกเพื่อบรรเทาอาการคันและปวด
  • การดูแลแผลที่บ้าน: รักษาความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และควรปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดหากแผลอยู่ในตำแหน่งที่ถูกเสียดสี
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาสมุนไพรพอก แป้ง หรือขี้ผึ้งที่ไม่ได้รับการรับรองแพทย์ทาลงบนตุ่มน้ำใสโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามเป็นแผลเน่าเปื่อยและทิ้งแผลเป็นรุนแรงได้

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากผู้ป่วยโรครงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้ผ่านทางของเหลวในตุ่มน้ำ การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ปิดแผลตุ่มน้ำใสให้มิดชิดด้วยผ้าก๊อซหรือวัสดุปิดแผลกันน้ำ เพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังสัมผัสบริเวณแผลหรือเปลี่ยนผ้าก๊อซ
  • แยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และเครื่องนอน เพื่อสุขอนามัยที่ดี
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรครงูสวัด (Shingles Vaccine) ปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ดีที่สุดในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ต่อเชื้อไวรัส VZV ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและบรรเทาความรุนแรงหากเกิดโรคขึ้นในอนาคต

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

  • สังเกตอาการปวดแสบปวดร้อนและผื่นตามแนวเส้นประสาท และรีบพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อรับยาต้านไวรัส
  • ห้ามแกะเกาตุ่มน้ำใส รักษาความสะอาดแผล และปิดแผลให้มิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • งดการใกล้ชิดกับเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ดสนิท
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรครงูสวัดเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down