ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคงูสวัดและความเชื่อเรื่องการใช้สมุนไพรพอกแผล

โรคงูสวัด (Shingles) เป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกลับมาทำงานซ้ำของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อบุคคลเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างสมบูรณ์ แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ใกล้กับไขสันหลังและสมอง รอจังหวะเวลาที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความชรา หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสจะเบ่งตัวและเดินทางตามเส้นประสาทมาแสดงอาการที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนและมีผื่นตุ่มน้ำใสขึ้นตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย

ในทางปฏิบัติทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคงูสวัดจำนวนมากมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือได้รับการบอกเล่าต่อๆ กันมาเกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านในการรักษาโรคผิวหนัง ด้วยการนำสมุนไพรสด สมุนไพรบด หรือของเหลวจากพืชชนิดต่างๆ มาพอก ทา หรือประคบบริเวณแผลตุ่มน้ำใสของงูสวัด โดยมีความเชื่อว่าสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยถอนพิษ ดับร้อน และทำให้แผลแห้งหายเร็วขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายอย่างยิ่ง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แผลติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน แผลเน่าเปื่อย ลุกลามเป็นวงกว้าง และอาจทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่รวมถึงอาการปวดปลายประสาทที่ยาวนานกว่าปกติ

กลไกการเกิดโรคและระยะเวลาการดำเนินโรคของงูสวัด

เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดการพอกสมุนไพรจึงอันตราย จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรคและลักษณะของรอยโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การดำเนินของโรคงูสวัดจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้

ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase)

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ปวดแปล๊บ หรือชาตามผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย มักเกิดขึ้นก่อนที่จะมีผื่นปรากฏให้เห็นประมาณ 1 ถึง 5 วัน บางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณใกล้เคียง ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าเป็นงูสวัด แต่มักเข้าใจผิดว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบหรือโรคผิวหนังทั่วไป

ระยะผื่นและตุ่มน้ำใส (Active Phase)

จะเริ่มมีผื่นสีแดงปรากฏขึ้นตามแนวเส้นประสาท (Dermatome) ของร่างกาย ซึ่งมักจะแสดงอาการเพียงซีกใดซีกหนึ่งของลำตัว ไม่ข้ามกึ่งกลางลำตัว จากนั้นภายใน 1 ถึง 2 วัน ผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส (Vesicles) เรียงตัวเป็นกลุ่มคล้ายพวงองุ่น ภายในตุ่มน้ำจะมีของเหลวใสอยู่เต็ม ในระยะนี้ตุ่มน้ำจะมีความเปราะบางมากและพร้อมที่จะแตกออกได้ตลอดเวลา การติดเชื้อไวรัสอยู่ในจุดสูงสุด และเป็นระยะที่ผู้ป่วยรู้สึกปวดทรมานมากที่สุด

ระยะตกสะเก็ดและฟื้นตัว (Healing Phase)

ตุ่มน้ำใสจะเริ่มขุ่นขึ้น กลายสภาพเป็นตุ่มหนองเล็กน้อย จากนั้นจะแตกออกและแห้งกลายเป็นสะเก็ด (Crusts) ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน สะเก็ดจะค่อยๆ หลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ ทิ้งรอยดำหรือรอยแผลเป็นจางๆ ไว้ ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มมีอาการจนหายเป็นปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแต่ละราย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ตุ่มน้ำใสของโรคงูสวัดไม่ได้เป็นเพียงแค่ตุ่มพองธรรมดา แต่เป็นรอยโรคที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทและผิวหนังชั้นนอก ผิวหนังบริเวณนี้มีความอ่อนแอสูงมากและปราการป้องกันเชื้อโรคตามธรรมชาติถูกทำลาย การสัมผัส แกะ เกา หรือนำสารแปลกปลอมใดๆ มาพอกทา จะเปิดช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายดายที่สุด

อันตรายที่แท้จริงของการใช้สมุนไพรพอกแผลงูสวัด

การนำสมุนไพรหรือภูมิปัญญาชาวบ้านมาพอกแผลงูสวัด ไม่ว่าจะเป็นว่านหางจระเข้ตำ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจรตำสด ใบยอ ใบตำลึง หรือยาสสมุนไพรต้มบดละเอียด ส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายมิติ ดังนี้

  • ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน (Secondary Bacterial Infection): สมุนไพรสดที่นำมาตำพอกโดยทั่วไปไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่สะอาด ปนเปื้อนไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และสิ่งสกปรก เมื่อนำมาพอกลงบนแผลตุ่มน้ำใสที่กำลังแตกออกหรือมีแผลเปิด เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าสู่กระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยตรง ทำให้แผลอักเสบ บวมแดง มีหนองไหล และกลายเป็นแผลติดเชื้อรุนแรง
  • การระคายเคืองและปฏิกิริยาแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis): สารเคมีตามธรรมชาติ กรดอ่อนๆ หรือน้ำยางภายในสมุนไพรหลายชนิด มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนังที่บอบบางและกำลังอักเสบจากไวรัสอยู่แล้ว การพอกสมุนไพรอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน ลุกลาม แสบร้อนรุนแรงขึ้น และทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นลึกให้เสียหายหนักกว่าเดิม
  • ความอับชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค: การนำสมุนไพรมาพอกหนาๆ และมักมีการปิดทับด้วยผ้าหรือพาสเตอร์ จะสร้างสภาพแวดล้อมที่อับชื้นและไร้อากาศถ่ายเท ซึ่งเป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของแบคทีเรีย ทำให้แผลเน่าเปื่อยและหายช้าลงอย่างมาก
  • การบดบังอาการและอุปสรรคในการวินิจฉัยของแพทย์: การพอกสมุนไพรทับบริเวณแผล ทำให้แพทย์ไม่สามารถมองเห็นลักษณะที่แท้จริงของรอยโรค ประเมินความรุนแรงของโรค หรือตรวจวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำในทันที
  • เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นถาวร: เมื่อแผลติดเชื้อแบคทีเรียร่วมกับการอักเสบรุนแรงจากพิษของสมุนไพร เนื้อเยื่อผิวหนังจะถูกทำลายลึกถึงชั้นหนังแท้ ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมแผลผิดปกติ เกิดเป็นแผลเป็นนูน แผลเป็นคีลอยด์ หรือรอยแผลเป็นสีผิวผิดปกติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

โรคงูสวัดในผู้ป่วยบางกลุ่ม หรือเมื่อมีอาการลุกลาม อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ป่วยหรือญาติควรสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้ หากพบอาการดังกล่าวต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางทันที

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ตา หรือปลายจมูก: หากตุ่มน้ำใสลามมาที่บริเวณดวงตา (Herpes Zoster Ophthalmicus) เชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นถาวร
  • อาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป: อาการปวดแสบปวดร้อนที่รุนแรงมากจนไม่สามารถนอนหลับได้ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาการปวดปลายประสาทหลังจากแผลหายแล้ว (Post-herpetic Neuralgia) ที่กินเวลานานหลายเดือน
  • แผลติดเชื้อลุกลามเป็นวงกว้าง มีหนอง มีกลิ่นเหม็น หรือมีไข้สูงร่วมด้วย: บ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่อาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤต
  • ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง: ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนปกติ ทำให้โรคงูสวัดกระจายตัวทั่วร่างกายและมีความรุนแรงสูงมาก

วิธีรักษาโรคงูสวัดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษางูสวัดที่ได้ผลดีที่สุดคือการเริ่มต้นรักษาโดยเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงแรก (นับตั้งแต่เริ่มมีผื่นตุ่มน้ำใสปรากฏขึ้น) เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดความรุนแรงของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications)

แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เช่น อาซิโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาซิโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมซิโคลเวียร์ (Famcicrolvir) เป็นระยะเวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน ยาเหล่านี้ทำหน้าที่ยับยั้งการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของไวรัส ทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น อาการปวดลดลง และลดระยะเวลาการดำเนินโรคอย่างมีนัยสำคัญ

<

การรักษาตามอาการและการดูแลแผลอย่างถูกวิธี

การดูแลแผลที่บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน มีแนวปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้

  • ทำความสะอาดแผลอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) วันละ 2 ครั้ง
  • ปล่อยให้แผลแห้งเองตามธรรมชาติ ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด
  • สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม หลวมสบาย ไม่เสียดสีกับบริเวณแผล
  • หากมีอาการปวด แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล หรือยาบรรเทาอาการปวดปลายประสาทโดยเฉพาะ เช่น กาบาเพนทิน (Gabapentin) หรือพรีคบาลิน (Pregabalin)
  • ใช้โลชั่นคาลาไมน์ (Calamine Lotion) ทาเพื่อลดอาการคันและระคายเคืองในบริเวณรอบๆ แผลที่ไม่มีแผลเปิด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ความเชื่อที่ว่าโรคงูสวัดต้องรักษาด้วยการพอกสมุนไพรหรือพึ่งพาไสยศาสตร์เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอันตราย โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีแนวทางการรักษาแผนปัจจุบันชัดเจน การรีบมาพบแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปตั้งแต่เริ่มมีผื่น เพื่อรับประทานยาต้านไวรัสในระยะเวลาทอง (Golden Period) คือวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดในการรักษาโรคนี้ให้หายขาดและป้องกันอาการปวดเรื้อรังที่ทรมานในระยะยาว

การป้องกันโรคงูสวัดและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เนื่องจากโรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการกำเริบของโรค

การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine)

ปัจจุบันวงการแพทย์มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) ซึ่งได้รับการแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค และลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างยอดเยี่ยม

การดูแลสุขภาพทั่วไปเพื่อป้องกันภูมิคุ้มกันตก

การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยกดไม่ให้ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่เบ่งตัวขึ้นมาได้ โดยควรปฏิบัติ ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้สนิทอย่างน้อย 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน 5 หมู่ เน้นผักผลไม้สดที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระดับที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
  • จัดการความเครียดในชีวิตประจำวันด้วยวิธีที่เหมาะสม เนื่องจากความเครียดเรื้อรังเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตกและทำให้งูสวัดกำเริบได้ง่าย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและควรทำตามทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ได้แก่

  • สังเกตอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังร่วมกับผื่นตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
  • ห้ามนำสมุนไพรสด สมุนไพรบด หรือสารแปลกปลอมใดๆ มาพอก ทา หรือประคบบริเวณแผลเด็ดขาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนและแผลลุกลาม
  • รีบไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก เพื่อรับการวินิจฉัยและรับประทานยาต้านไวรัสตามคำสั่งแพทย์
  • ดูแลรักษาความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ ปล่อยให้แผลแห้งเอง และห้ามแกะเกาตุ่มน้ำใส
  • พิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down