ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โรคงูสวัด ภัยเงียบใกล้ตัวที่สร้างความเจ็บปวดทรมานกว่าที่คิด

โรคงูสวัด (Shingles) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการกลับมาซ้ำของเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เมื่อบุคคลเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทไขสันหลังอย่างไร้พิษภัยเป็นเวลาหลายสิบปี เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โรคประจำตัว หรืออายุที่เพิ่มมากขึ้น ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่จะตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง เดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง และแสดงอาการเป็นผื่นตุ่มน้ำใสพร้อมอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง

ความสำคัญทางการแพทย์ของโรคงูสวัดไม่ได้อยู่ที่รอยโรคบนผิวหนังเท่านั้น แต่Yู่ที่ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่สร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก นั่นคืออาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia หรือ PHN) ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดแปล๊บหรือปวดแสบปวดร้อนลากยาวนานหลายเดือน หรืออาจนานข้ามปีแม้ว่าแผลที่ผิวหนังจะหายสนิทแล้วก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดวงจรความเจ็บปวดนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมไวรัสอีสุกอีใสจึงกลับมาสร้างปัญหา

กลไกการเกิดโรคงูสวัดเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อบุคคลได้รับเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์เป็นครั้งแรก จะแสดงอาการเป็นโรคอีสุกอีใส หลังจากหายป่วย ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำและกดเชื้อไวรัสนี้ไว้ไม่ให้แสดงอาการ แต่เมื่ออายุเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป ภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ (Cell-mediated immunity) ต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้จะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติ

เมื่อภูมิคุ้มกันบกพร่องลง ไวรัสที่เคยสงบอยู่จะแบ่งตัวและเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทและเนื้อเยื่อรอบข้าง ปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ไวรัสนี้ตื่นเร็วกว่ากำหนด ได้แก่ ความเครียดสะสม การเจ็บป่วยเรื้อรัง การใช้ยาที่กดภูมิคุ้มกัน โรคมะเร็ง หรือการติดเชื้อเอชไอวี การทำความเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้ตระหนักว่าทุกคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมีความเสี่ยงที่จะเป็นงูสวัดได้ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น

อาการสำคัญและพัฒนาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัดมักเริ่มต้นด้วยสัญญาณเตือนล่วงหน้า และพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอนทางการแพทย์ดังนี้

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปล๊บบริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย (มักไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัว) บางรายอาจมีอาการไข้หนสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย
  • ระยะเกิดผื่นเฉียบพลัน (Acute Eruptive Phase): หลังจากมีอาการปวดประมาณหนึ่งถึงห้าวัน จะเริ่มมีผื่นสีแดงปรากฏขึ้นตามแนวเส้นประสาท ก่อนจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสกลุ่มเล็กๆ คล้ายตุ่มอีสุกอีใส แต่จะอยู่ชิดติดกันเป็นกระจุก
  • ระยะตกสะเก็ดและฟื้นตัว (Crusting and Healing Phase): ตุ่มน้ำใสจะเริ่มขุ่น แตกออก และแห้งกลายเป็นสะเก็ดภายในเจ็ดถึงสิบวัน สะเก็ดจะค่อยๆ หลุดลอกออกภายในสองถึงสี่สัปดาห์ แต่อาจทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำไว้

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีกลุ่มอาการและภาวะแทรกซ้อนบางประการที่อันตรายและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้าและดวงตา (Herpes Zoster Ophthalmicus): หากตุ่มน้ำเกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือที่ปลายจมูก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยา เพราะไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ หรือสูญเสียการมองเห็นถาวร
  • งูสวัดลุกลามที่หูและใบหน้า (Ramsay Hunt Syndrome): ทำให้มีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าข้างเดียว มีอาการปวดหู มีผื่นในช่องหู และอาจสูญเสียการได้ยินหรือมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน
  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน: เกิดจากการเกาตุ่มน้ำจนแตก ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังและเกิดการอักเสบเป็นหนองลึก
  • อาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (PHN): ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ สร้างความเจ็บปวดทรมานจนรบกวนการนอนหลับและสุขภาพจิต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบผื่นงูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ใกล้ดวงตา หรือมีอาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป ควรรีบพบแพทย์ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก เพื่อรับประทานยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงการเกิดโรคปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคงูสวัดมุ่งเน้นไปที่การลดความรุนแรงของโรค ย่นระยะเวลาการหายของแผล และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications): เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ยาเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มรับประทานภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกตั้งแต่เริ่มมีผื่นขึ้น
  • การรักษาตามอาการ: แพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล ยาลดปวดปลายประสาท (เช่น Gabapentin หรือ Pregabalin) รวมถึงยาทาภายนอกเพื่อบรรเทาอาการคันและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การดูแลผิวหนังที่บ้าน: รักษาความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มน้ำใส ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือยังไม่ได้รับวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด: ใครควรฉีด ป้องกันได้จริงไหม และคุ้มค่าเงินหรือไม่

ในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมากในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งช่วยลดภาระโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างยอดเยี่ยม โดยวัคซีนที่มีให้บริการในปัจจุบันแบ่งออกเป็นชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live-attenuated vaccine) และชนิดรีบิแนนท์ย่อยส่วน (Recombinant zoster vaccine) ซึ่งชนิดหลังนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและได้รับคำแนะนำให้ใช้เป็นอันดับต้นๆ ในปัจจุบัน

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดป้องกันได้จริงไหม

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ได้รับการพิสูจน์แล้วจากงานวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ว่า สามารถป้องกันการเกิดโรคงูสวัดได้มากกว่าร้อยเก้าสิบในกลุ่มผู้ที่มีอายุห้าสิบปีขึ้นไป และยังคงมีประสิทธิภาพสูงแม้ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่าเจ็ดสิบปีขึ้นไป นอกจากนี้ วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยเก้าสิบเช่นกัน

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

  • ผู้ที่มีอายุห้าสิบปีขึ้นไป: เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมถอยลง ความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัดและอาการปวดปลายประสาทจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
  • ผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเป็นประจำ ซึ่งกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นงูสวัดแบบแพร่กระจาย
  • ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว: สามารถรับวัคซีนเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคตได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ จะฉีดทั้งหมดสองเข็ม โดยเว้นระยะห่างกันสองถึงหกเดือน แม้ว่าวัคซีนจะมีราคาสูงเมื่อเทียบกับวัคซีนทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความเจ็บปวดทรมานจากโรคปวดปลายประสาทที่อาจยาวนานหลายปี ค่ารักษาพยาบาลระยะยาว และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าเงินเป็นอย่างยิ่ง

กลตารางสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย

  • ประเมินความเสี่ยงและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมหรือเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเพื่อรับวัคซีนเมื่อมีอายุครบเกณฑ์
  • สังเกตอาการปวดแปล๊บที่ผิวหนังร่วมกับผื่นตุ่มน้ำใส และรีบพบแพทย์ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงหากพบความผิดปกติ
  • รับประทานยาต้านไวรัสและยาบรรเทาปวดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องขณะที่มีแผลงูสวัดกำเริบ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down