ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อันตรายใกล้ตัวที่คุณมองข้ามไม่ได้เมื่อโรคงูสวัดลุกลามสู่ใบหน้าและดวงตา

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกลับมาทำงานซ้ำของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใสในวัยเด็ก เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างหมดจด แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท (Sensory Ganglia) ใกล้กับไขสันหลังและกะโหลกศีรษะ เมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความสูงวัย หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสจะตื่นตัวและเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทนั้นๆ ออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง

ความน่ากลัวของโรคงูสวัดจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาลหากตำแหน่งที่เกิดโรคอยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า (Trigeminal Nerve) ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกบนใบหน้า หน้าผาก หนังศีรษะ และดวงตา ภาวะงูสวัดขึ้นหน้าและใกล้ตา (Herpes Zoster Ophthalmicus) จึงไม่ใช่แค่ผื่นผิวหนังธรรมดา แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากจักษุแพทย์และแพทย์เฉพาะทางทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่การอักเสบจะลุกลามเข้าสู่กระจกตา ม่านตา และโครงสร้างภายในดวงตา จนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

สาเหตุ กลไก และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ไวรัสงูสวัดเล่นงานบริเวณใบหน้าและดวงตา

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลงตามอายุหรือปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ปมประสาทที่เคยควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้แสดงอาการสูญเสียการควบคุม ไวรัสจะแบ่งตัวและเดินทางไปตามเส้นประสาทแขนงตา (Ophthalmic Branch ของ Trigeminal Nerve) ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบตามแนวเส้นประสาทอย่างรุนแรง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป เนื่องจากภูมิคุ้มกันเซลล์ (Cell-mediated Immunity) ลดลงตามธรรมชาติ
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนน้อย และร่างกายอ่อนเพลียอย่างรุนแรง

อาการและลำดับการดำเนินโรคของงูสวัดขึ้นหน้าและใกล้ตา

การสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความรุนแรงของโรค โดยโรคมักจะดำเนินไปตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้

ระยะเตือนภัย (Prodromal Phase)

ก่อนที่จะมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ยิบๆ หรือชาตามบริเวณหน้าผาก หนังศีรษะ หรือรอบดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ และรู้สึกอ่อนเพลียคล้ายอาการของโรคไข้หวัด อาการปวดนี้มักทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรนหรือปัญหาทางทันตกรรมในระยะแรก

ระยะแสดงผื่นและตุ่มน้ำใส (Acute Eruptive Phase)

ภายในสองถึงสี่วันต่อมา จะเริ่มมีผื่นสีแดงปรากฏขึ้นตามแนวเส้นประสาทบนใบหน้า จากนั้นจะกลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) เรียงตัวกันเป็นกลุ่มอย่างชัดเจนโดยไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัวและใบหน้า ตุ่มน้ำเหล่านี้จะพองตัวขึ้น มีน้ำใสอยู่ข้างใน ก่อนที่น้ำใสจะค่อยๆ ขุ่นขึ้นและแตกออกเป็นแผลตื้นๆ พร้อมกับตกสะเก็ดภายในเจ็ดถึงสิบวัน

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Hutchinson's Sign): หากผู้ป่วยมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นที่บริเวณปลายจมูกหรือข้างจมูก (Hutchinson's Sign) บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเชื้อไวรัสได้ลุกลามเข้าสู่แขนงประสาทที่ไปเลี้ยงดวงตาโดยตรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะอักเสบภายในลูกตาอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายและอาการแทรกซ้อนทางตาที่ต้องพบแพทย์ทันที

เมื่อโรคงูสวัดลุกลามเข้าใกล้ดวงตา อาการทางจักษุวิทยาอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในขณะที่มีผื่นหรือหลังจากผื่นหายแล้ว ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์โดยด่วน

  • อาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดงก่ำ และมีความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
  • อาการสู้แสงไม่ได้ (Photophobia) น้ำตาไหลมากผิดปกติ และการมองเห็นมัวลง
  • การอักเสบของกระจกตา (Keratitis) ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่กระจกตาและสูญเสียการมองเห็น
  • ม่านตาอักเสบ (Iritis หรือ Uveitis) ความดันโลหิตภายในลูกตาสูงขึ้นจนเกิดต้อหินเฉียบพลัน
  • เส้นประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) หรืออัมพาตของกล้ามเนื้อกลอกตา ทำให้เกิดอาการเห็นภาพซ้อน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคงูสวัดขึ้นหน้าและใกล้ตาอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายทางคลินิกเป็นหลัก แพทย์จะทำการตรวจสอบลักษณะและตำแหน่งของผื่นที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท ซึ่งมักจะจำกัดอยู่ซีกใดซีกหนึ่งของใบหน้า ในกรณีที่มีอาการทางตา แพทย์ผิวหนังจะประสานงานร่วมกับจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจสุขภาพตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ตรวจตา (Slit-lamp Examination) เพื่อประเมินความเสียหายที่กระจกตาและโครงสร้างภายในดวงตาอย่างละเอียด บางกรณีอาจมีการเก็บตัวอย่างน้ำจากตุ่มน้ำใสไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR Test)

วิธีดูแลรักษาและการบริหารยาตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคงูสวัดขึ้นหน้าและใกล้ตาคือ การยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา และบรรเทาอาการปวดปลายประสาทที่อาจเรื้อรัง

การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiviral Medications)

ผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นขึ้น การเริ่มยาโดยเร็วที่สุดจะช่วยลดการทำลายเส้นประสาทและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาได้อย่างมีนัยสำคัญ

การรักษาทางจักษุวิทยา

หากพบว่ามีการอักเสบที่ดวงตา จักษุแพทย์จะพิจารณาให้ยาหยอดตาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบร่วมกับยาหยอดตาขยายม่านตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากต้อหินและการอักเสบติดเชื้อซ้ำซ้อน

การจัดการกับอาการปวดปลายประสาท

อาการปวดปลายประสาทหลังจากผื่นหาย (Post-herpetic Neuralgia) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาบรรเทาอาการปวดกลุ่มเฉพาะทาง เช่น กาบาเพนติน (Gabapentin) หรือพรีกาบาลิน (Pregabalin) ร่วมกับยาทาเฉพาะที่

คำแนะนำจากคุณหมอในการดูแลตัวเองที่บ้าน: ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและทิ้งแผลเป็น รักษาความสะอาดผิวบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้งเบาๆ หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรพอกหรือแปะทับตุ่มแผลเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในผู้ป่วยโรคงูสวัด มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

  • ห้ามซื้อยาหยอดตาสเตียรอยด์มาใช้เองโดยเด็ดขาด การใช้สเตียรอยด์โดยไม่มีการควบคุมจากจักษุแพทย์ในผู้ป่วยงูสวัดขึ้นตาอาจทำให้แผลที่กระจกตากว้างขึ้น ลุกลาม และตาบอดได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับสตรีมีครรภ์ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งสนิทและตกสะเก็ดทั้งหมด
  • ห้ามใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสเตด (NSAIDs) ในปริมาณที่สูงเกินไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตและกระเพาะอาหาร

การป้องกันระยะยาวด้วยวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน

ปัจจุบันวงการแพทย์มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างยอดเยี่ยม วัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค โดยฉีดจำนวนสองเข็มเว้นระยะห่างกันสองถึงหกเดือน นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับการติดเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down