ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักโรคงูสวัดและจุดเริ่มต้นของอาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้น

โรคงูสวัดถือเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่สร้างความทรมานและกังวลใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมักมีความรุนแรงและเรื้อรัง สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญและเป็นสัญญาณเตือนภัยด่านแรกของโรคนี้คืออาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณผิวหนัง ซึ่งผู้ป่วยหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดหลัง หรือปัญหาจากโรคกระดูกและข้อ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาล่าช้า

ในทางการแพทย์ โรคนี้เกิดจากการ reactivation หรือการตื่นตัวซ้ำของเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อเราเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะหลบซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ที่ปมประสาทไขสันหลังและกะโหลกศีรษะโดยไม่แสดงอาการใดๆ นานหลายปี จนกระทั่งร่างกายมีความต้านทานโรคต่ำลง เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องตามวัย เชื้อไวรัสจึงเพิ่มจำนวนและเดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้นอย่างชัดเจน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระดับเซลล์ประสาท

กลไกการเกิดโรคของงูสวัดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบประสาทส่วนปลาย เมื่อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ตื่นตัวจากการจำศีล มันจะทำลายและสร้างความเสียหายให้กับเส้นประสาทที่มันอาศัยอยู่ พร้อมทั้งเดินทางมาตามแนวของเส้นประสาทนั้นๆ จนถึงผิวหนังบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นเลี้ยงอยู่ (Dermatome) นี่คือเหตุผลว่าทำไมรอยโรคของงูสวัดจึงมักปรากฏขึ้นเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย และมีลักษณะเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาทอย่างชัดเจน ไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัว

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าโรคงูสวัดติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนและมาสัมผัสตุ่มน้ำใสของคนที่เป็นงูสวัด จะได้รับเชื้อและพัฒนาเป็นโรคอีสุกอีใส ไม่ใช่โรคงูสวัด แต่ผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือผู้ที่ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดโรคและมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

ลำดับอาการและระยะเวลาการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคงูสวัดแบ่งออกเป็นระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ป่วยทุกคนควรสังเกตตัวเองเพื่อให้สามารถไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที

  • ระยะก่อนเกิดตุ่มน้ำ (Prodromal Phase): เป็นระยะเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้น อาการนี้อาจมีลักษณะเจ็บแปล๊บ เหมือนถูกเข็มแทง คันยิบๆ หรือชาตามผิวหนัง บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย อาการปวดนี้อาจนำมาก่อนที่ผิวหนังจะมีความผิดปกติใดๆ นานถึงหนึ่งถึงห้าวัน
  • ระยะกำเริบของผื่นและตุ่มน้ำ (Acute Eruptive Phase): หลังจากมีอาการปวดแสบปวดร้อนไม่นาน จะเริ่มปรากฏผื่นสีแดงขึ้นตามแนวที่เคยมีอาการปวด จากนั้นจะกลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสขนาดเล็กคล้ายตุ่มอีสุกอีใส แต่จะอยู่รวมกันเป็นกระจุก ภายในตุ่มน้ำจะมีน้ำใสๆ และจะเริ่มขุ่นขึ้นในเวลาต่อมา
  • ระยะสะเก็ดแผลและฟื้นตัว (Crusting Phase): ตุ่มน้ำจะแตกออกกลายเป็นแผลถลอกตื้นๆ แล้วแห้งกลายเป็นสะเก็ดแผลในที่สุด โดยทั่วไปสะเก็ดจะหลุดลอกออกไปเองภายในสองถึงสามสัปดาห์ ทิ้งรอยดำหรือรอยแผลเป็นจางๆ ไว้บนผิวหนัง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคแบคทีเรียแทรกซ้อนเข้าสู่แผล เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูนหรือแผลเป็นถาวร

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตหรือสร้างความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการและรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากพบสัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ตา หรือปลายจมูก: ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุแพทย์ เพราะเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นถาวรได้
  • อาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป: อาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้นที่รุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย: บ่งบอกถึงการติดเชื้อที่กระจายตัวในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง: เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งไวรัสอาจแพร่กระจายทั่วร่างกายและทำลายอวัยวะภายใน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคงูสวัดในระยะที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้นอาจมีความท้าทาย เนื่องจากยังไม่มีผื่นปรากฏ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะอาการปวดตามแนวเส้นประสาท การตรวจร่างกายบริเวณผิวหนัง และประวัติการเป็นโรคอีสุกอีใสในอดีต

ในกรณีที่รอยโรคไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การขูดรอยโรคที่ฐานของตุ่มน้ำเพื่อนำไปย้อมสีและตรวจหาลักษณะเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส (Tzanck smear) หรือการส่งตรวจหาพันุุกรรมของไวรัสด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยที่แม่นยำ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักในการรักษางูสวัดคือการลดความรุนแรงของโรค บรรเทาอาการปวด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว โดยเฉพาะอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia) ซึ่งแพทย์จะมีแนวทางรักษาดังนี้

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications): ยาในกลุ่มนี้ เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ป่วยควรได้รับประทานยาภายในเจ็ดสัปดาห์แรกหรือโดยเร็วที่สุดหลังจากเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนก่อนตุ่มน้ำใสขึ้น เพื่อช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดระยะเวลาการเกิดผื่น และลดความรุนแรงของอาการปวด
  • การรักษาตามอาการ: แพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาแก้อาการปวดปลายประสาทโดยเฉพาะ เช่น กาบาเพนทิน (Gabapentin) หรือพรีกาลิน (Pregabalin) ร่วมกับการดูแลแผลที่ผิวหนังให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
  • การดูแลที่บ้าน: สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มที่ไม่รัดแน่นบริเวณที่มีแผล ประคบเย็นครั้งละสิบถึงสิบห้าบาทเพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือสมุนไพรทาแผลที่ไม่มีการรับรองทางการแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณมีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังโดยหาสาเหตุไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณสีข้าง หน้าอก หรือใบหน้า ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีภายในช่วงสองถึงสามวันแรก การได้รับยาต้านไวรัสทันเวลาจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังที่ยาวนานหลายเดือนได้ถึงร้อยละแปดสิบ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลผู้ป่วยงูสวัดต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง มีข้อปฏิบัติที่ต้องเคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามใช้ยาสเตียรอยด์ทาผิวหนังเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เชื้อไวรัสลุกลามและกระจายตัวมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนกว่าสะเก็ดแผลจะแห้งสนิทและหลุดลอกหมดแล้ว
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือกินเองเพื่อรักษางูสวัด เนื่องจากโรี้เกิดจากไวรัสไม่ใช่แบคทีเรีย การใช้ยาผิดประเภทจะไม่มีผลในการรักษา

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคงูสวัดที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingles Vaccine) ซึ่งแนะนำเป็นพิเศษในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ ลดโอกาสการเกิดโรค และหากป่วยเป็นโรค อาการก็จะมีความรุนแรงน้อยลงรวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม ก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวขึ้นมาก่อโรคได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down