ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องโรคงูสวัดและการกลับมาเป็นซ้ำเมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่สร้างความเจ็บปวดทรมานและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อเคยเป็นโรคงูสวัดแล้วร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตและไม่มีทางกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ในความเป็นจริงแล้ว ภูมิต้านทานต่ำทำให้เป็นงูสวัดซ้ำได้ แม้โอกาสจะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็นเลย แต่ในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เผชิญกับความเครียดสะสม ร่างกายอาจสูญเสียความสามารถในการควบคุมเชื้อไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ ส่งผลให้เกิดอาการกำเริบซ้ำขึ้นมาได้อีกครั้ง การทำความเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค อาการเตือน และวิธีการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรับมือกับโรคร้ายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคงูสวัด

โรคงูสวัดไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อขึ้นใหม่จากภายนอก แต่เกิดจากการฟื้นตัวและการเบ่งบานของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ในวัยเด็ก เมื่อบุคคลหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายจนหมดสิ้น แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ที่ปมประสาทไขสันหลัง (Sensory Nerve Ganglia) และอยู่ในภาวะพักตัว (Latent State) นานหลายปีหรือหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการใดๆ

ในยามที่ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรงและระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันจะคอยควบคุมและกดไม่ให้เชื้อไวรัสนี้เติบโตหรือเคลื่อนไหว แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นจากความชรา ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ โรคเรื้อรัง หรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสที่เคยสงบอยู่จะทวีจำนวนขึ้นและเดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนังที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทนั้นๆ จนเกิดเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทพร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง

ปัจจัยเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสเป็นซ้ำสูง

แม้ว่าคนทั่วไปจะมีโอกาสเป็นงูสวัดซ้ำได้ประมาณร้อยละหนึ่งถึงร้อยละห้า แต่ตัวเลขนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มบุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ดังนี้

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป: ภูมิต้านทานของร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามวัย (Immunosenescence) ทำให้ความสามารถในการควบคุมไวรัสลดลง
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS) และโรคมะเร็งที่ต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  • ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน: เช่น ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ต้องทานสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน
  • ผู้ที่มีความเครียดเรื้อรังและพักผ่อนน้อย: ความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการช่วยลดความเสี่ยงของการกำเริบซ้ำ

อาการและลำดับขั้นตอนการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็วและลดความรุนแรงของโรคลงได้มาก โดยอาการของโรคงูสวัดจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปล๊บที่ผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย บางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ และรู้สึกอ่อนเพลียร่วมด้วย ระยะนี้มักกินเวลาประมาณหนึ่งถึงห้าวันก่อนที่ผื่นจะปรากฏ
  • ระยะเกิดผื่นและตุ่มน้ำใส (Acute Eruptive Phase): เริ่มมีผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กเรียงตัวเป็นกลุ่มหรือเป็นแนวยาวไปตามแนวเส้นประสาท ตุ่มน้ำเหล่านี้จะพองตัวและมีน้ำใสอยู่ข้างใน
  • ระยะตุ่มน้ำแตกและตกสะเก็ด: หลังจากผ่านไปประมาณสามถึงเจ็ดวัน ตุ่มน้ำใสจะเริ่มขุ่น แตกออก และกลายเป็นแผลถลอกตื้นๆ ก่อนจะแห้งและตกสะเก็ดในที่สุด โดยสะเก็ดจะค่อยๆ หลุดลอกออกภายในสองถึงสามสัปดาห์

อาการเตือนและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีภาวะแทรกซ้อนบางประการที่อันตรายและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • งูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้าและดวงตา: หากมีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นที่บริเวณใบหน้า หน้าผาก ปลายจมูก หรือใกล้ดวงตา เชื้อไวรัสอาจลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้
  • อาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia - PHN): อาการปวดแสบปวดร้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่แม้ว่าแผลที่ผิวหนังจะหายสนิทแล้ว อาการนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและสร้างความทรมานเป็นอย่างมาก
  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่แผล: หากผู้ป่วยแกะเกาตุ่มน้ำจนเกิดแผลลึก อาจทำให้แผลติดเชื้อแบคทีเรียกลายเป็นหนองและทิ้งรอยแผลเป็นลึก
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทส่วนกลาง: ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เชื้อไวรัสอาจกระจายตัวเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้มือแกะเกาหรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นถาวร

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคงูสวัดมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความรุนแรงของโรค บรรเทาอาการปวด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แนวทางการรักษาทางการแพทย์ประกอบด้วย

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ยานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและควรเริ่มรับประทานให้เร็วที่สุดภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกนับตั้งแต่เริ่มมีผื่นขึ้น เพื่อช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดระยะเวลาการเกิดผื่นใหม่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง
  • การรักษาตามอาการ: แพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาบรรเทาอาการปวดปลายประสาท เช่น กาบาเพนติน (Gabapentin) หรือพรีกาลิน (Pregabalin) ร่วมกับการใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อลดอาการคันและช่วยให้แผลแห้งไวขึ้น
  • การดูแลรักษาแผลเบื้องต้น: รักษาความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาดและแห้งเพื่อป้องกันการเสียดสีและการติดเชื้อแบคทีเรีย

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาวเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันไม่ให้โรคงูสวัดกลับมาเป็นซ้ำต้องอาศัยการดูแลสุขภาพเชิงรุกและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอ ดังนี้

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) ซึ่งได้รับการแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลโภชนาการและการออกกำลังกาย: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • การพักผ่อนและการจัดการความเครียด: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง และหลีกเลี่ยงความเครียดสะสมซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้วก็ยังสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดได้ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรับวัคซีน
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล:
  • สังเกตอาการปวดแสบปวดร้อนและผื่นตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาทตั้งแต่ระยะแรก
  • รีบพบแพทย์เพื่อรับประทานยาต้านไวรัสภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
  • ห้ามแกะเกาตุ่มน้ำ และรักษาความสะอาดบริเวณแผลอย่างเคร่งครัด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down