ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กุมารแพทย์ไขข้อข้องใจ: เมื่อลูกรักเป็นอีสุกอีใส โรคผิวหนังในวัยเด็กที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

โรคอีสุกอีใส (Varicella หรือ Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความติดต่อกันได้ง่ายมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนหรือเด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็ก เชื้อที่เป็นสาเหตุคือไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เมื่อเด็กได้รับเชื้อแล้ว มักจะแสดงอาการไข้ร่วมกับตุ่มน้ำใสทั่วร่างกาย สร้างความทุกข์ทรมานจากอาการคันและเจ็บปวดให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือ รอยแผลจากตุ่มอีสุกอีใสที่อาจลุกลามกลายเป็นแผลเป็นหนอง ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือทิ้งรอยแผลเป็นหลุมสิวไว้บนผิวของลูกรักไปตลอดชีวิต บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่สมบูรณ์และละเอียดที่สุด เพื่อแนะแนวทางในการดูแลแผลไม่ให้เป็นหนอง และวิธีลดอาการคันอย่างปลอดภัยตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน

ทำความรู้จักโรคอีสุกอีใส: สาเหตุ กลไก และการติดต่อ

เชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ เป็นไวรัสในกลุ่มเริม (Herpesvirus) ที่มีความจำเพาะกับมนุษย์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ หรือผ่านทางการสัมผัสโดยตรงกับน้ำจากตุ่มใสของผู้ป่วย ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายตัวไปยังผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และกลายเป็นตุ่มน้ำใสในเวลาต่อมา

ระยะฟักตัวของโรคนี้ค่อนข้างยาวนาน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสิบถึงยี่สิบเอ็ดวันหลังจากได้รับเชื้อ เด็กสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ช่วงหนึ่งถึงสองวันก่อนที่ผื่นตุ่มแรกจะปรากฏ ไปจนกระทั่งตุ่มน้ำทั้งหมดตกสะเก็ดแห้งสนิท ซึ่งมักใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงสองสัปดาห์

อาการสำคัญและลำดับการพัฒนาของโรคอีสุกอีใส

อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กมักจะดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): เด็กอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีอาการเจ็บคอคล้ายไข้หวัดนำมาก่อนประมาณหนึ่งถึงสองวัน
  • ระยะผื่นตุ่มน้ำ (Eruptive Phase): เริ่มปรากฏผื่นแดงราบ ก่อนจะนูนขึ้นเป็นตุ่มน้ำใส (Blister) คล้ายหยดน้ำ ตั้งอยู่บนฐานสีแดง มักเริ่มที่บริเวณลำตัว ใบหน้า และหนังศีรษะ ก่อนจะลุกลามไปยังแขนและขา
  • ระยะตุ่มขุ่นและตกสะเก็ด: ภายในสองถึงสามวัน ตุ่มน้ำใสจะเริ่มขุ่นขึ้น กลายเป็นตุ่มหนองเล็กๆ และค่อยๆ ยุบตัวลงพร้อมกับตกสะเก็ดสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งสะเก็ดเหล่านี้จะหลุดลอกออกไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที

แม้ว่าโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ในเด็กบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • ไข้สูงลอยเกินสามร้อยเก้าสิบองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดหลังจากกินยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการชัก
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการปวดหัวรุนแรง อาเจียนพุ่ง คอแข็ง
  • ผิวหนังบริเวณตุ่มน้ำมีอาการบวม แดงร้อนจัด มีหนองไหล หรือปวดรุนแรง ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มจัดหรือไม่อัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง

วิธีดูแลแผลอีสุกอีใสไม่ให้เป็นหนองและลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็น

การป้องกันไม่ให้ตุ่มอีสุกอีใสกลายเป็นแผลเป็นหนองเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษา โดยมีหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องตามทางการแพทย์ดังนี้

  • ห้ามแกะ เกา หรือบีบตุ่มน้ำเด็ดขาด: การเกาจะทำให้ผิวหนังฉีกขาด เชื้อแบคทีเรียจากเล็บมือซึ่งมักมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่จะเข้าไปในแผล ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนเป็นหนองและเกิดรอยแผลเป็นถาวร
  • ตัดเล็บให้สั้นและสะอาดเสมอ: สำหรับเด็กเล็ก แนะนำให้สวมถุงมือผ้าคอตตอนบางๆ ให้เด็กในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอเกาแผลโดยไม่รู้ตัวขณะนอนหลับ
  • รักษาความสะอาดของผิวหนัง: อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตามปกติด้วยสบู่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก หรือสบู่ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดเพราะจะทำให้รู้สึกคันมากขึ้น และใช้วิธีซับตัวเบาๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด ห้ามถูแรง
  • การทายาเฉพาะที่: หากแพทย์พิจารณาแล้ว อาจให้โลชั่นคาลาไมน์ (Calamine Lotion) ทาเพื่อช่วยบรรเทาอาการคันและทำให้ตุ่มแห้งเร็วขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการทาหนาจนเกินไปเพราะอาจอุดตัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในปัจจุบันมีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า หากตุ่มอีสุกอีใสแตกออกเป็นแผลสด สามารถใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเฉพาะที่ (Antibiotic Ointment) ตามคำสั่งแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ แต่ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดกินเองโดยเด็ดขาด

วิธีลดอาการคันอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก

อาการคันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กทนไม่ไหวและเผลอเกาแผล วิธีการลดอาการคันที่ปลอดภัยและได้ผลดีประกอบด้วย

  • การประคบเย็น: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นจัดมาประคบบริเวณที่มีอาการคันระคายเคือง ครั้งละประมาณสิบถึงสิบห้านาที ความเย็นจะช่วยลดการทำงานของปลายประสาทรับความรู้สึกคันลงได้
  • การใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamines): แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาลดน้ำูกหรือยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน เช่น ยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือยาเซทิริซีน (Cetirizine) เพื่อช่วยลดอาการคันและช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นในเวลากลางคืน
  • สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม: เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย (Cotton) เนื้อบางเบา โปร่งสบาย ไม่รัดรูป เพื่อลดการเสียดสีกับตุ่มน้ำที่ผิวหนัง

การรักษาตามอาการและการดูแลพยาบาลที่บ้าน

การดูแลเด็กที่เป็นอีสุกอีใสเน้นการประคับประคองตามอาการ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสซึ่งจะหายได้เองเมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธี: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหมาดๆ บิดให้แห้งแล้วเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเด็ดขาดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น
  • การดื่มน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือน้ำเกลือแร่ (ORS) ในปริมาณที่เพียงพอบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ อาหารควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ หากเด็กมีแผลในปากทำให้เจ็บคอและไม่อยากกลืนอาหาร
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่เป็นอีสุกอีใสเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต หากจำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาน้ำที่คำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เว้นแต่แพทย์สั่งเท่านั้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังรุนแรง

วิธีป้องกันและการฉีดวัคซีนอีสุกอีใส

การป้องกันที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงในการลดความรุนแรงของโรคคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine)

  • กำหนดการฉีดวัคซีน: แนะนำให้เด็กรับวัคซีนเข็มแรกเมื่อมีอายุครบสิบสองถึงสิบแปดเดือน และควรได้รับเข็มกระตุ้นเข็มที่สองเมื่ออายุสี่ถึงหกปี
  • การป้องกันการแพร่กระจาย: หากมีเด็กในบ้านเป็นอีสุกอีใส ควรแยกตัวเด็กออกจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก ทารก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์สม่ำเสมอ

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

การดูแลลูกรักที่เป็นอีสุกอีใสต้องอาศัยความอดทนและความใส่ใจอย่างใกล้ชิด หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เด็กเกาแผลเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็นหนอง การรักษาความสะอาด การให้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย และการสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างสม่ำเสมอ หากดูแลอย่างถูกวิธี ลูกน้อยจะสามารถหายจากโรคและกลับมามีผิวพรรณที่สุขภาพดีดังเดิมภายในเวลาไม่นาน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down