ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นอีสุกอีใส: เช็กอาการสำคัญและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

โรคอีสุกอีใสเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในวัยเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความกังวลไม่น้อย เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก แม้โดยทั่วไปโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถหายได้เองและมีอาการไม่รุนแรงในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่ในเด็กเล็ก ทารก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวบางชนิด อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้ลูกน้อยหายจากโรคได้อย่างปลอดภัยและลดโอกาสการเกิดแผลเป็น

ทำความรู้จักโรคอีสุกอีใสและสาเหตุการเกิดโรค

โรคอีสุกอีใส (Varicella หรือ Chickenpox) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มเฮอร์ปีส์ไวรัส (Herpes Virus) ชนิดเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เชื้อนี้มีความสามารถในการติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ จากการสูดดมละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย หรือการไอจามของผู้ป่วย และยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใสในตุ่มนูนของผู้ป่วย

ในประเทศไทย โรืคอีสุกอีใสสามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอัตราการระบาดสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน โดยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ทารกแรกเกิด เด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนังชนิดรุนแรง หรือผู้ที่ต้องได้รับยา กดภูมิคุ้มกัน

อาการสำคัญและลำดับขั้นตอนการดำเนินของโรค

เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณสิบถึงยี่สิบวันก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการออกมา โดยลักษณะอาการจะดำเนินไปตามลำดับดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: เด็กมักจะมีไข้ต่ำถึงปานกลาง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอาจมีอาการเจ็บคอคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป
  • ระยะออกผื่น: หลังจากมีไข้ได้หนึ่งถึงสองวัน จะเริ่มมีผื่นแดงนูนขึ้นตามผิวหนัง โดยมักจะเริ่มที่บริเวณลำตัว ใบหน้า และหนังศีรษะ ก่อนจะกระจายไปยังแขนและขา ในเวลาอันสั้นผื่นเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสที่มีฐานสีแดง และมีอาการคันมาก
  • ระยะตุ่มหนองและตกสะเก็ด: ภายในสองถึงสามวัน ตุ่มน้ำใสจะเริ่มขุ่นขึ้นกลายเป็นตุ่มหนอง จากนั้นจะยุบตัวลงและแตกออก กลายเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งสะเก็ดเหล่านี้จะหลุดลอกออกไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้เด็กส่วนใหญ่จะหายจากโรคอีสุกอีใสได้เอง แต่หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน
  • ไข้สูงลอยเกินสามร้อยเก้าองศาเซลเซียส หรือมีไข้สูงต่อเนื่องนานเกินสามวันและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการชัก
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง หรือเดินเซ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการอักเสบในระบบประสาท
  • บริเวณตุ่มอีสุกอีใสมีอาการบวมแดงร้อน ลามกว้าง มีหนองไหล หรือผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนรุนแรง
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มมากหรือไม่อัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

ในกรณีส่วนใหญ่ กุมารแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสได้จากการซักประวัติการรับvเชื้อและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะลักษณะเฉพาะของผื่นและตุ่มน้ำใสที่กระจายตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติซับซ้อน มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือแพทย์ต้องการยืนยันการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ อาจพิจารณาทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำไปตรวจหาเชื้อไวรัส หรือการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิทานต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลเด็กที่เป็นอีสุกอีใสที่บ้าน

การรักษาโรคอีสุกอีใสในเด็กทั่วไปเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้เด็กสบายตัวขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อน มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การใช้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
  • การจัดการอาการคัน: อาการคันเป็นสิ่งที่สร้างความทรมานให้เด็กมากที่สุด แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (Antihistamines) เพื่อช่วยลดอาการคันและช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นในเวลากลางคืน พร้อมทั้งตัดเล็บของเด็กให้สั้นและสะอาดเพื่อป้องกันการเกาจนเกิดแผลถลอกและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัวลดไข้ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัด
  • การดื่มน้ำและโภชนาการ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือน้ำเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เนื่องจากบางรายอาจมีแผลในปากทำให้กลืนอาหารลำบาก ควรเลือกอาหารอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปที่ไม่ร้อนจัด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลผิวหนังของเด็กในช่วงที่เป็นอีสุกอีใสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษมีดังนี้
  • ห้ามแกะ แกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคกระจายและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นหลุมลึก รวมถึงแบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้แป้งหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารระคายเคืองทาบริเวณตุ่มน้ำ ยกเว้นแพทย์จะสั่งจ่ายคาลาไมโลชั่น (Calamine lotion) เพื่อบรรเทาอาการคัน
  • งดการพาเด็กออกไปในสถานที่สาธารณะหรือโรงเรียนจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ดหมดทุกเม็ด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ซึ่งมักใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงสิบวันนับตั้งแต่เริ่มมีผื่น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วิธีการป้องกันโรคอีสุกอีใสที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine) โดยตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุสิบสองถึงสิบแปดเดือน และฉีดเข็มกระตุ้นเข็มที่สองเมื่ออายุสี่ถึงหกปี วัคซีนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมากในกรณีที่ได้รับเชื้อ

นอกจากนี้ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และการหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใสหรือโรคงูสวัด ก็เป็นมาตรการเสริมที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

โรคอีสุกอีใสแม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กและมักหายได้เอง แต่การดูแลอย่างใกล้ชิดและถูกต้องตามหลักการแพทย์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ให้รับประทานยาตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ จัดการอาการคันเพื่อป้องกันแผลเป็น และระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากพบสัญญาณเตือนอันตรายควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down