ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคหวัดในเด็กและภาพรวมความสำคัญทางการแพทย์

อาการเด็กเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กๆ มีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้บ่อยครั้ง เฉลี่ยแล้วเด็กวัยเตาะแตะอาจเป็นหวัดได้ถึง 6 ถึง 8 ครั้งต่อปี การดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือปอดบวม

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหวัดในเด็ก

โรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิด โดยไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) รองลงมาคือ อะเดโนไวรัส (Adenovirus) และไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) เชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม การสัมผัสละอองฝอย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่แล้วเด็กนำมือเข้าปากหรือขยี้ตา เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เยื่อบุจมูกและทางเดินหายใจเกิดการอักเสบ สร้างเมือกและน้ำมูกจำนวนมากเพื่อขับเชื้อโรคออกมา ทำให้เกิดอาการคัดจมูกและหายใจไม่สะดวก

ลำดับอาการแสดงและระยะเวลาของโรค

การดำเนินของโรคหวัดในเด็กมักมีรูปแบบที่ชัดเจน โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: เด็กมักมีอาการระคายคอ คันคอ เจ็บคอเล็กน้อย จาม และเริ่มมีน้ำมูกใส อาการซึมหรือเบื่ออาหารอาจปรากฏร่วมด้วย
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: น้ำมูกจะเริ่มเปลี่ยนสีจากใสเป็นสีขาว ขุ่น หรือสีเหลืองเขียว ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของเม็ดเลือดขาวที่เข้ามาต่อ1สู้กับเชื้อโรค ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป นอกจากนี้ยังมีอาการคัดจมูกแน่นจมูก หายใจมีเสียงครืดคราด ไอ และอาจมีไข้ต่ำถึงไข้สูง
  • ระยะฟื้นตัว: อาการต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7 ถึง 10 วัน อาการไอและน้ำมูกใสอาจหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยและค่อยๆ หายไปเอง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
  • ไข้สูงเกิน 39 อาศัยเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลด
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักร่วมกับไข้สูง
  • ไอมากจนอาเจียน หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือเจ็บแน่นหน้าอก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของอาการ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และตรวจร่างกายโดยการฟังปอด คอ และดูเยื่อบุในช่องหู หากพบอาการสงสัยโรคเฉพาะทาง เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัสอาร์เอสวี แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยชุดตรวจคัดกรองโรคเฉพาะ (Rapid Antigen Test) หรือการเอ็กซเรย์ปอดในรายที่มีอาการรุนแรง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคหวัดส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มี ยาฆ่าเชื้อไวรัสจำเพาะ การดูแลที่บ้านจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็ว

  • การให้ยาลดไข้: ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดยาน้ำแขวนตะกอนที่คำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยชะล้างน้ำมูกเหนียวข้นและสิ่งสกปรกออกจากโพรงจมูก ทำให้เด็กหายใจโล่งขึ้น
  • การดื่มน้ำสะอาด: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยให้เสมหะและน้ำมูกเจือจางลง
  • การพักผ่อน: จัดสิ่งแวดล้อมให้ห้องนอนถ่ายเทสะดวก ปราศจากควันบุหรี่และฝุ่นละออง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้แย่ลง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาในเด็กอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดหรือไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กรับประทานเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เนื่องจากโรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสหวัดทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค และดูแลรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ รวมถึงการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดทุกปี เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down