ลูกไอเรื้อรังตอนกลางคืน อาการที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
อาการไอเรื้อรังในเด็ก โดยเฉพาะอาการที่มักกำเริบหรือรุนแรงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลใจให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก การที่เด็กตื่นขึ้นมาไอซ้ำๆ หรือไอจนอาเจียน ไม่เพียงแต่รบกวนคุณภาพการนอนหลับและการเจริญเติบโตของเด็กเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินหายใจ หรือภาวะภูมิแพ้ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องจากกุมารแพทย์
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอตอนกลางคืนในเด็ก
การที่เด็กมีอาการไอตอนกลางคืนมากกว่าช่วงเวลากลางวัน มีอธิบายได้จากกลไกทางสรีรวิทยาและพยาธิสภาพหลายประการ ดังนี้
- การระบายน้ำมูกลงคอ (Post-Nasal Drip): เมื่อเด็กนอนราบ น้ำมูกหรือสารเสมหะจากโพรงจมูกและไซนัสจะไหลย้อนลงไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกบริเวณลำคอ ทำให้เกิดอาการไอเพื่อขับเสมหะ มักพบในโรคภูมิแพ้อากาศ หรือไซนัสอักเสบ
- หลอดลมไวเกิน (Airway Hyperresponsiveness): ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืด (Asthma) หลอดลมจะมีอาการตีบแคบและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้นในช่วงกลางคืน เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายที่ลดลง และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายที่ลดต่ำลงในช่วงดึก
- โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease - GERD): ท่านอนราบทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาถึงหลอดอาหารส่วนบนและกล่องเสียง ทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นให้เด็กไอเรื้อรังหลังมื้ออาหารมื้อดึก
- สิ่งแวดล้อมในห้องนอน: ไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ฝุ่นละอองจากเครื่องปรับอากาศ หรือความแห้งของอากาศในห้องนอน ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการไอระหว่างนอนหลับได้
อาการแสดงสำคัญที่มักพบร่วมกับอาการไอเรื้อรัง
นอกเหนือจากอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะตอนกลางคืนแล้ว พ่อแม่ควรสังเกตอาการร่วมอื่นๆ เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค เช่น
- อาการไอติดต่อกันนานเกินสองสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
- มีเสียงหายใจดังหวีด (Wheezing) หรือเสียงฮืดๆ ขณะหายใจออก
- อาการคัดจมูก น้ำมูกใสหรือน้ำมูกข้นเขียวร่วมด้วย
- อาการไอจนหน้าดำหน้าแดง หรือไอจนอาเจียนออกมาเป็นเสมหะหรือนม
- ตื่นกลางดึกบ่อยครั้งเพราะอาการไอ ส่งผลให้กลางวันง่วงนอน หงุดหงิด หรือพัฒนาการด้านอารมณ์และสติปัญญาแย่ลง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ในทันที
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบาก ซี่โครงบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋มเวลาหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- มีไข้สูงร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุน้อยกว่าสามเดือน
- ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือปฏิเสธการดื่มนมและน้ำดื่ม
- มีอาการสำลักรุนแรง หรือสงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในทางเดินหายใจ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: ระยะเวลาที่เป็น ลักษณะการไอ ประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว และสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน
- การตรวจร่างกาย: ฟังเสียงปอดและหัวใจ ตรวจช่องปาก คอ จมูก และประเมินอัตราการหายใจ
- การตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม: เช่น การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อดูภาวะปอดอักเสบหรือสิ่งแปลกปลอม การตรวจเสมหะ หรือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกัน
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการไอเรื้อรังตอนกลางคืนขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบ โดยมีแนวทางดูแลดังนี้
- การรักษาตามสาเหตุ: หากเกิดจากโรคหอบหืด แพทย์จะพิจารณาใช้ยาขยายหลอดลมหรือยาสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่น หากเกิดจากภูมิแพ้จะให้ยาต้านฮิสตามีน หรือยาล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
- การจัดท่านอนและสิ่งแวดล้อม: ปรับศีรษะเด็กให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดการไหลย้อนของน้ำมูกหรือกรดในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดห้องนอน ปราศจากฝุ่นและไรฝุ่น งดการใช้พัดลมเป่าโดนตัวเด็กโดยตรง
- การให้ความชุ่มชื้น: ให้เด็กจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ในเด็กโต หรือให้ดื่มนมแม่สม่ำเสมอในทารก ช่วยลดความระคายคอและละลายเสมหะ
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กกลับมามีอาการไอเรื้อรังซ้ำ สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพองค์รวม
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจตามวัยให้ครบถ้วน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนเสริมอื่นๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
- ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
- งดการสูบบุหรี่หรือเผาไหม้ใดๆ ภายในบ้านและบริเวณใกล้เคียงเด็ก เนื่องจากควันบุหรี่มือสองและมือสามเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก