ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกปัสสาวะแสบขัด มีไข้: สัญญาณเตือนโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กเล็ก

อาการเจ็บป่วยในเด็กเล็กเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กไม่สามารถบอกอาการเจ็บปวดได้อย่างชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์คือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection หรือ UTI) ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วและถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อลุกลามไปยังไต แผลเป็นที่ไต และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ สัญญาณอันตราย และแนวทางการดูแลรักษาตามหลักการแพทย์อย่างละเอียด

ทำความเข้าใจโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ท่อปัสสาวะ (Urethra) กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) ไปจนถึงกรวยไตและเนื้อไต (Kidney) โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง แต่มีความชุกและลักษณะการเกิดโรคที่แตกต่างกันตามช่วงอายุ โดยในขวบปีแรก เด็กชายอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินปัสสาวะแต่กำเนิด แต่หลังจากช่วงขวบปีแรกเป็นต้นไป เด็กหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าเด็กชายอย่างมาก เนื่องจากกายวิภาคของท่อปัสสาวะที่มีความสั้นและอยู่ใกล้กับบริเวณทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคจากลำไส้สามารถเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

สาเหตุหลักร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ โดยเฉพาะเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli หรือ E. coli) ที่ปนเปื้อนเข้ามาทางท่อปัสสาวะ กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่แบคทีเรียเกาะติดบริเวณเยื่อบุทางเดินปัสสาวะและเพิ่มจำนวนขึ้น จนกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญอื่นๆ ได้แก่:

  • พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้แบคทีเรียมีเวลาในการแบ่งตัวในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น
  • สุขอนามัยที่ไม่ถูกต้อง เช่น การเช็ดทำความสะอาดก้นจากหลังมาหน้าในเด็กหญิง
  • ภาวะการขับถ่ายผิดปกติ เช่น อาการท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งอุจจาระที่ตกค้างจะไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะและทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่หมด
  • ความผิดปกติทางกายวิภาคของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นสู่ท่อไต (Vesicoureteral Reflux)
  • การใส่สายสวนปัสสาวะในเด็กป่วยวิกฤต

อาการสำคัญและลักษณะที่พบได้ในเด็กแต่ละวัย

อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก ซึ่งทำให้แพทย์ต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด

อาการในทารกและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 2 ปี)

เด็กในวัยนี้จะไม่สามารถบอกอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะได้ อาการมักจะไม่จำเพาะเจาะจงและอาจคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้แก่:

  • ไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นอาการแสดงเดียวของการติดเชื้อที่กรวยไต
  • งอแงผิดปกติ ร้องกวนเวลากล่อมหรือเวลาปัสสาวะ
  • เบื่ออาหาร ดูดนมน้อยลง น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์
  • อาเจียน ท้องเสีย หรือมีภาวะดีซ่านในทารกแรกเกิด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนผิดปกติ หรือลักษณะปัสสาวะขุ่น มีเลือดปน

อาการในเด็กโต (อายุ 2 ปีขึ้นไป)

เด็กโตสามารถสื่อสารความรู้สึกได้ชัดเจนขึ้น อาการจึงมีความจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ได้แก่:

  • อาการปัสสาวะแสบขัด (Dysuria) เจ็บขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น (Frequency) แต่ละครั้งออกปริมาณน้อย
  • ปวดท้องน้อยหรือปวดบริเวณบั้นเอว (Flank pain)
  • มีไข้หนงสั่นหากมีการติดเชื้อที่กรวยไต
  • ภาวะปัสสาวะรดที่นอนในเด็กที่เคยฝึกการขับถ่ายได้แล้ว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กเล็กมีไข้สูงลอยโดยหาสาเหตุไม่ได้ เช่น ไม่มีอาการไอ น้ำูก หรือท้องเสียร่วมด้วย ควรนึกถึงภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเสมอ และควรพามาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะทันที ห้ามรอจนกระทั่งมีอาการรุนแรง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ไข้สูงมากไม่ยอมลด และมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความรู้สึกตัวลดลง
  • อาเจียนพุ่ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มนมได้เลย จนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ปัสสาวะไม่ออกเลย หรือมีปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างมาก (ไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง)
  • มีอาการชักจากไข้สูง
  • หายใจหอบเหนื่อย ซี่โครงบุ๋ม ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาศัยการประเมินทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะการขับถ่าย ไข้ ระยะเวลาของอาการ และตรวจร่างกายเพื่อหาจุดกดเจ็บที่บริเวณท้องน้อยหรือบั้นเอว
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานเพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ ซึ่งช่วยยืนยันการอักเสบและการติดเชื้อ
  • การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): มีความสำคัญอย่างมากเพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียและทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้การรักษาตรงจุดที่สุด
  • การตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม: ในเด็กเล็กที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะครั้งแรก หรือเด็กที่เป็นซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือการฉีดสีทางรังสีเพื่อหาความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินปัสสาวะ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้:

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของโรค โดยในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการรุนแรง อาจต้องเริ่มจากการให้ยาทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล ก่อนเปลี่ยนมารับประทานต่อที่บ้านจนครบระยะเวลา (โดยทั่วไปประมาณ 7 ถึง 14 วัน) พ่อแม่ต้องให้เด็กรับประทานยาให้ครบตามกำหนดทุกมื้อ แม้ว่าอาการไข้หรืออาการแสบขัดจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การรักษาตามอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัดเพื่อบรรเทาอาการไข้และอาการปวด
  • การดูแลเรื่องการดื่มน้ำ: ส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยขับเชื้อแบคทีเรียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้ และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome)

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ผู้ปกครองควรทราบข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเอง: การใช้ยาที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อหรือใช้ขนาดไม่ถูกต้องจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้น
  • ห้ามหยุดยาเอง: การหยุดยาปฏิชีวนะกลางคันเมื่ออาการดีขึ้นจะทำให้การติดเชื้อไม่หายขาดและกลับมาเป็นซ้ำได้
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ: ควรฝึกให้เด็กมีวินัยในการเข้าห้องน้ำสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้เด็กอั้นปัสสาวะขณะเล่นสนุก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสุขอนามัยภายในครอบครัว ดังนี้:

  • ปลูกฝังสุขอนามัยในการขับถ่ายที่ถูกต้อง โดยสอนให้เด็กหญิงเช็ดทำความสะอาดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งหลังขับถ่าย เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากทวารหนักมาสู่ท่อปัสสาวะ
  • ส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมตลอดวัน
  • รักษาความสะอาดของร่างกายและเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปบ่อยครั้งในทารก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้นและสะสมเชื้อโรค
  • ป้องกันและรักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง ด้วยการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำเพียงพอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถรับมือกับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้:

  • สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น ไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ปัสสาวะแสบขัด หรือกลิ่นปัสสาวะผิดปกติในเด็กเล็ก
  • รีบพาเด็กมาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็ว
  • ให้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งจนครบกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด
  • ดูแลให้เด็กดื่มน้ำสะอาดมากๆ และฝึกสุขอนามัยการขับถ่ายที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down