ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องโรคอีสุกอีใสในเด็กและกลุ่มเสี่ยง

โรคอีสุกอีใส (Varicella หรือ Chickenpox) เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจและผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในวัยเด็ก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา zoster (Varicella-Zoster Virus) แม้ในอดีตหลายคนอาจมองว่าโรคนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กทุกคนต้องเป็น แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบัน โรคอีสุกอีใสไม่ได้น่ารักหรือปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่ผิวหนังจนเกิดเป็นแผลเป็นหลุมลึก ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส สมองอักเสบ หรือในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจอันตรายถึงชีวิตได้ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้ลูกจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการตัดวงจรการแพร่ระบาดและป้องกันอันตรายจากโรคนี้อย่างยั่งยืน

สาเหตุและกลไกการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีสุกอีใส

เชื้อไวรัสวาริเซลลา zoster เป็นไวรัสในกลุ่มเฮอร์ปีส์ไวรัส (Herpesviruses) ที่มีความสามารถในการติดต่อสูงมาก ผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการหายใจ (Airborne and Droplet Transmission) รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใสในตุ่มหนองของผู้ป่วย เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุทางเดินหายใจ จะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมถึงผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำใสทั่วร่างกาย ระยะฟักตัวของโรคนี้ค่อนข้างยาวนาน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสิบสี่ถึงยี่สิบวันหลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนที่ผื่นหรือตุ่มแรกจะปรากฏประมาณหนึ่งถึงสองวัน จนกระทั่งตุ่มน้ำทั้งหมดแห้งและตกสะเก็ดสนิท ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์

อาการและลำดับการดำเนินของโรคอีสุกอีใส

การแสดงออกของโรคอีสุกอีใสมีความจำเพาะเจาะจงและแบ่งออกเป็นระยะอย่างชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของลูกรักอย่างใกล้ชิดดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่มักมีอาการไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยตามตัว แต่ในเด็กเล็กอาจเริ่มด้วยอาการไข้ร่วมกับผื่นขึ้นทันที
  • ระยะออกผื่นและตุ่มน้ำ (Eruptive Phase): เริ่มจากผื่นนูนแดงขนาดเล็ก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสที่มีฐานสีแดง (Dewdrop on a rose petal) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นตุ่มน้ำจะขุ่นขึ้น กลายเป็นตุ่มหนอง และเริ่มแตกออกเป็นแผลก่อนจะตกสะเก็ด ลักษณะเด่นคือผื่นจะขึ้นตามลำตัว ใบหน้า หนังศีรษะ และลามไปที่แขนขา ซึ่งจะมีผื่นหลายระยะปะปนกันในเวลาเดียวกัน
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): ตุ่มน้ำทั้งหมดจะแห้งและตกสะเก็ดภายในเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์ สะเก็ดจะค่อยๆ หลุดลอกออกไปเองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกา
คำแนะนำจากคุณหมอ: การที่เด็กมีตุ่มน้ำขึ้นพร้อมกันหลายระยะ (ทั้งตุ่มใส ตุ่มหนอง และสะเก็ด) ในบริเวณเดียวกัน เป็นจุดสังเกตสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคอีสุกอีใสได้อย่างแม่นยำแตกต่างจากโรคผิวหนังชนิดอื่น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

แม้โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะหายได้เองตามอาการ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต Red Flag Symptoms อย่างเคร่งครัด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพาบุตรหลานมาพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงมากกว่าสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันนานเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่ลดไปแล้ว
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการชัก
  • ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง คอแข็ง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมองอักเสบ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะปอดอักเสบ
  • ผิวหนังรอบตุ่มน้ำมีอาการบวม แดง ร้อนจัด หรือมีหนองไหลเยิ้ม ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ออกเลยนานเกินหกชั่วโมง

วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการที่บ้าน

การดูแลเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้เด็กสบายตัวขึ้นและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน

  • การลดไข้: ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด
  • การจัดการอาการคัน: อาการคันเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุดสำหรับเด็ก แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาแก้แพ้ลดคัน (Antihistamines) และทาคาลาไมโลชั่น (Calamine Lotion) เพื่อบรรเทาอาการคัน
  • การตัดเล็บให้สั้น: ควรตัดเล็บของเด็กให้สั้นและสะอาดอยู่เสมอ หรือให้สวมถุงมือผ้าในเด็กเล็กเวลานอน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกาจนตุ่มน้ำแตกและเกิดแผลเป็นหลุมลึกรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การอาบน้ำและความสะอาด: สามารถอาบน้ำได้ตามปกติด้วยสบู่อ่อนโยน เพื่อรักษาความสะอาดของผิวหนัง ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อแบคทีเรีย ซับผิวให้แห้งเบาๆ ห้ามถูแรง
  • โภชนาการและการดื่มน้ำ: ให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกอาหารอ่อนที่กลืนง่าย หากมีแผลในปากควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารร้อนจัด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาในกลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง รวมถึงห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพราะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้

การป้องกันและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อน วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine) เป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Vaccine) ที่มีความปลอดภัยสูง

  • กำหนดการฉีดวัคซีน: แนะนำให้ฉีดเข็มแรกในเด็กอายุตั้งแต่สิบสองถึงสิบแปดเดือน และควรได้รับเข็มกระตุ้น (Second Dose) ในช่วงอายุสี่ถึงหกปี เพื่อระดับภูมิคุ้มกันที่สูงและคงทนถาวร ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนและไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถฉีดสองเข็มโดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งถึงสามเดือน
  • ประสิทธิภาพของวัคซีน: วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีเยี่ยม หากได้รับครบสองเข็มจะสามารถป้องกันโรคได้สูงถึงเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และแม้ในส่วนน้อยที่อาจติดเชื้อหลังฉีด อาการจะมีความรุนแรงน้อยมาก มีตุ่มขึ้นเพียงไม่กี่เม็ด และหายได้อย่างรวดเร็ว แทบไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
  • การเสริมสร้างสุขอนามัย: หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด และแยกของใช้ส่วนตัวในช่วงที่มีการระบาด

คลินิกหมอสุภารัตน์ จังหวัดตรัง: พร้อมดูแลสุขภาพลูกรักด้วยมาตรฐานการแพทย์สูงสุด

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในจังหวัดตรังและพื้นที่ใกล้เคียงที่กำลังมองหาสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสำหรับฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้ลูกรัก คลินิกหมอสุภารัตน์ ตรัง พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษาด้านกุมารเวชศาสตร์ และให้บริการฉีดวัคซีนด้วยตัวยาที่มีคุณภาพสูง เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล เพื่อคงประสิทธิภาพสูงสุดของวัคซีน คุณหมอทุกท่านมีความเชี่ยวชาญและใส่ใจในรายละเอียด พร้อมให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้เด็กๆ ได้รับภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ปลอดภัยจากตุ่มหนองและรอยแผลเป็นอันไม่พึงประสงค์

คำแนะนำจากคุณหมอ: การลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนอีสุกอีใสตั้งแต่วัยเด็ก ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องลูกน้อยจากความเจ็บปวดและรอยแผลเป็นบนผิวหนัง แต่ยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและปอดที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้ในระยะยาว มาร่วมปกป้องลูกรักให้เติบโตอย่างแข็งแรงปลอดภัยกับเราที่คลินิกหมอสุภารัตน์ ตรัง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down