เข้าใจความสำคัญของวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและไอกรน
ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คำถามที่มักพบบ่อยจากคุณพ่อคุณแม่และผู้รับบริการที่คลินิกหมอสุภารัตน์ ตรัง คือ ทำไมเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ซึ่งเคยได้รับวัคซีนครบถ้วนตั้งแต่ในวัยเด็กแล้ว จึงยังมีความจำเป็นต้องมารับการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ คำตอบทางการแพทย์คือ ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากวัคซีนในวัยเด็กไม่ได้คงอยู่ตลอดชีวิต แต่มันจะค่อยๆ ลดระดับลงตามกาลเวลา ทำให้ร่างกายกลับมามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายทั้งสองชนิดนี้ได้อีกครั้ง การมารับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและไอกรนที่คลินิกหมอสุภารัตน์ ตรัง จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญไม่เพียงแต่สำหรับตัวท่านเอง แต่ยังเป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อไปสู่ทารกแรกเกิดและเด็กเล็กในครอบครัวที่ยังรับวัคซีนไม่ครบถ้วนอีกด้วย
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคคอตีบและไอกรน
โรคคอตีบ (Diphtheria) และโรคไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงสูงและเกิดจากแบคทีเรียที่แตกต่างกัน แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนผสมชนิดเดียวกันในปัจจุบัน
โรคคอตีบ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า โครินแบคทีเรียม ดิฟทีเรียอี (Corynebacterium diphtheriae) เชื้อนี้จะสร้างสารพิษหรือท็อกซิน (Toxin) ที่มีความรุนแรงมาก ซึ่งจะทำลายเนื้อเยื่อในลำคอและต่อมทอนซิล ทำให้เกิดแผ่นสีเทาหนาปกคลุมทางเดินหายใจ สารพิษนี้ยังสามารถกระแสเลือดไปทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ ระบบประสาท และไต จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
โรคไอกรน
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) เชื้อนี้จะเข้าไปเกาะและทำลายเซลล์ที่มีลักษณะเป็นขนอ่อนบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้เกิดการอักเสบ มีเมือกเหนียวสะสม และกระตุ้นให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงต่อเนื่องจนผู้ป่วยหายใจไม่ทัน ผู้ป่วยมักมีอาการไอจนอาเจียนหรือมีเสียงดังวู้ดตอนหายใจเข้า
อาการและสัญญาณอันตรายของโรค
อาการของโรคทั้งสองชนิดนี้ในระยะแรกอาจมีความคล้ายคลึงกับโรคหวัดทั่วไป แต่จะมีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะตัวที่สังเกตได้ดังนี้
อาการของโรคคอตีบ
เริ่มต้นด้วยไข้ต่ำ เจ็บคออ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ต่อมาจะพบแผ่นฝ้าสีขาวปนเทาหนาแน่นบริเวณทอนซิลและลำคอ ซึ่งไม่สามารถเช็ดหรือขูดออกได้ง่าย หากพยายามแกะจะมีเลือดออก บริเวณลำคอจะบวมโตจนดูคล้ายคอพอก และส่งผลให้หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง กลืนน้ำลายและอาหารไม่ได้
อาการของโรคไอกรน
แบ่งออกเป็นสามระยะ ได้แก่ ระยะแรกมีอาการคล้ายหวัดธรรมดา น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ระยะที่สองคือระยะไอแบบรุนแรง (Paroxysmal stage) ผู้ป่วยจะไอติดต่อกันหลายครั้งจนหมดแรง หน้าดำหน้าแดง และมีเสียงวู้ดตอนหายใจเข้า และระยะฟื้นตัวที่อาการไอจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลงแต่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์
การวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
แพทย์จะวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติการรับวัคซีน การตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณลำคอ และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การป้ายเชื้อจากลำคอ (Throat Swab) ไปเพาะเชื้อหรือตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อแบคทีเรีย
ในด้านการรักษา โรคคอตีบและไอกรนมีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียและลดการแพร่กระจายของโรค ในผู้ป่วยโรคคอตีบแพทย์จะต้องให้เซรุ่มต้านพิษคอตีบ (Diphtheria Antitoxin) ร่วมด้วยอย่างเร่งด่วนเพื่อ neutralize สารพิษที่ไหลIปในกระแสเลือด พร้อมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้อิเจน การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล
ทำไมเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ถึงต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าวัคซีนที่ฉีดในวัยเด็กจะคุ้มครองได้ตลอดชีวิตเป็นอันตรายอย่างมาก ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบและไอกรนจะค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากผ่านไปประมาณ 10 ปี ทำให้วัยรุ่นและผู้ใหญ่กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รับเชื้อและแพร่เชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไอกรน ผู้ใหญ่อาจมีอาการไอเรื้อรังเพียงเล็กน้อยและไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่หากนำเชื้อไปติดทารกแรกเกิดที่ยังภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์ อาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำทุกๆ 10 ปี จึงเป็นมาตรการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างยิ่ง
การป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว
นอกจากการมารับวัคซีนกระตุ้นที่คลินิกหมอสุภารัตน์ ตรัง แล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
สรุปแนวปฏิบัติสำหรับผู้รับบริการและครอบครัว
- ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของตนเองและสมาชิกในครอบครัว
- หากเลยกำหนดรับวัคซีนกระตุ้น 10 ปี ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน Tdap ทันที
- หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีน Tdap ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
- สังเกตอาการผิดปกติและรีบมาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการไอเรื้อรังหรือเจ็บคบรุนแรง