ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกปัญหาสุขภาพลูกรักเมื่อมีอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักไม่ขึ้น และตัวผอมเกร็ง

ในฐานะกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็ก สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือการที่ลูกน้อยมีพัฒนาการเติบโตช้ากว่าวัย ทารกดูดนมแล้วเหนื่อยหอบง่าย เหงื่อออกมากผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและศีรษะขณะดูดนม น้ำหนักตัวไม่ยอมขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน และในบางรายอาจมีลักษณะตัวผอมเกร็ง อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาวะเลี้ยงไม่โตธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ซ่อนอยู่ของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว (Acyanotic Congenital Heart Disease) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางกายวิภาคของหัวใจที่พบได้บ่อยและต้องการการวินิจฉัยรวมถึงการรักษาที่รวดเร็วจากแพทย์เฉพาะทาง

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณพ่อคุณสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีอาการเหนื่อยง่ายขณะดูดนม หายใจเร็วกว่าปกติ หรือน้ำหนักนิ่งสนิทติดต่อกันหลายเดือน ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเด็กเพื่อรับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) ก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานหนักเกินไปจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาโครงสร้างของหัวใจในช่วงตัวอ่อนในครรภ์มารดา ส่งผลให้มีการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติภายในห้องหัวใจหรือหลอดเลือดใหญ่ โดยลักษณะเด่นคือเลือดดำจากร่างกายยังคงผ่านกระบวนการฟอกที่ปอดได้ปกติ จึงทำให้เด็กไม่แสดงอาการเขียวคล้ำที่ริมฝีปากหรือปลายนิ้วในระยะแรก แต่ความผิดปกตินี้ทำให้เกิดการลัดวงจรของเลือด (Shunt) ส่งผลให้เลือดที่มีออกซิเจนสูงจากฝั่งซ้ายไหลย้อนกลับไปฝั่งขวา หรือเกิดการอุดกั้นทางเดินออกของเลือดจากหัวใจ

กลุ่มโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect - ASD), โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect - VSD), และโรคท่อหลอดเลือดแดงเกิน (Patent Ductus Arteriosus - PDA) กลไกเหล่านี้ทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงปอดมีมากเกินไป หัวใจห้องซ้ายและขวาจึงต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือด ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานสูงมาก เด็กจึงเหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว และนำไปสู่ปัญหาภาวะโภชนาการ น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ รวมถึงมีลักษณะตัวผอมเกร็งจากร่างกายที่ต้องดึงพลังงานสำรองมาใช้ตลอดเวลา

อาการสำคัญและพัฒนาการความรุนแรงของโรค

อาการแสดงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวมักมีความแตกต่างกันไปตามขนาดของรอยรั่วและปริมาณเลือดที่ผิดปกติ อาการมักเริ่มต้นทีละน้อยจนผู้ดูแลอาจมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงความอ่อนเพลียทั่วไป โดยสามารถแบ่งลำดับอาการได้ดังนี้

  • อาการในระยะแรก: ทารกดูดนมได้น้อยลง ต้องหยุดพักบ่อยระหว่างดูดนม (ไม่สามารถดูดนมหมดขวดได้ในครั้งเดียวเหมือนเด็กทั่วไป) หายใจเร็วและแรงกว่าปกติ มีเหงื่อออกมากขณะดูดนม และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยมากหรือไม่เพิ่มเลย
  • อาการในระยะเด่นชัด: เริ่มมีภาวะตัวผอมเกร็ง กล้ามเนื้อลีบเนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานทั้งหมดไปกับการหายใจและการทำงานของหัวใจที่เต้นเร็วตลอดเวลา เด็กมักป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนบนหรือปอดบวมได้ง่ายและรุนแรงกว่าเด็กปกติ
  • อาการในระยะลุกลาม: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะเริ่มเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ตับโต บวมตามร่างกาย และมีความดันหลอดเลือดปอดสูง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในบางสถานการณ์ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาจแสดงอาการรุนแรงเฉียบพลันที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ในห้องฉุกเฉินทันที คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังอาการเตือนดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

  • อาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง มีหน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอย่างฉับพลัน
  • เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น หรือปฏิเสธการดื่มนมและน้ำอย่างสิ้นเชิง
  • มีอาการบวมที่บริเวณเปลือกตา ใบหน้า ขา หรือเท้า ร่วมกับท้องโตขึ้นจากภาวะตับโต
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ชีพจรเบาและเร็ว ตัวเย็น หรือมีเหงื่อกาฬแตกพล่าน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

การวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางและความเชี่ยวชาญของกุมารแพทย์โรคหัวใจ เริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูดนม การเจริญเติบโต และประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจ ต่อด้วยการตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงหัวใจ (Cardiac Auscultation) เพื่อหาเสียงฟู่ที่ผิดปกติ (Heart Murmur) จากนั้นแพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีมาตรฐาน ได้แก่

  • การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อประเมินขนาดและรูปร่างของเงาหัวใจ รวมถึงดูลักษณะการไหลเวียนของเลือดในปอด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG): เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวหรือห้องหัวใจโต
  • การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram): ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในหัวใจ ตำแหน่งและขนาดของรอยรั่ว ทิศทางการไหลของเลือดได้อย่างแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องเจ็บตัว

วิธีดูแลรักษาและการจัดการทางแพทย์ที่ถูกต้อง

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ รวมถึงขนาดของรูรั่ว โดยแบ่งออกเป็นการรักษาด้วยยาและการรักษาด้วยการปิดรอยรั่ว

  • การรักษาด้วยยา: แพทย์อาจให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณน้ำและเกลือแร่ที่คั่งในร่างกาย ทำให้หัวใจทำงานเบาลง ยาขยายหลอดเลือด หรือยาที่ช่วยปรับการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ในกรณีที่เด็กมีปัญหาหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
  • การรักษาเฉพาะทางเพื่อปิดรอยรั่ว: สำหรับกรณีรูรั่วขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถปิดเองได้ตามธรรมชาติ แพทย์จะพิจารณาทำการรักษาด้วยการสวนหัวใจเพื่อใส่อุปกรณ์ปิดรอยรั่ว (Transcatheter Closure) หรือการผ่าตัดเปิดหัวใจ (Open Heart Surgery) โดยทีมศัลยแพทย์หัวใจเด็ก เพื่อแก้ไขโครงสร้างหัวใจให้กลับมาทำงานเป็นปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้รับสารน้ำหรือเกลือแร่ในปริมาณที่มากเกินไปอย่างรวดเร็วโดยไม่1อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดและหัวใจวายเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ต้องระมัดระวังการติดเชื้อในกระแสเลือดและการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (Infective Endocarditis) เป็นพิเศษ

การดูแลโภชนาการและการพยาบาลเด็กโรคหัวใจที่บ้าน

การดูแลเด็กที่มีภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดและมีน้ำหนักตัวน้อยจำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กได้รับพลังงานเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

  • การจัดการเรื่องนม: เนื่องจากเด็กเหนื่อยง่ายและดูดนมได้น้อยในแต่ละมื้อ แพทย์หรือนักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้เพิ่มความเข้มข้นของนม (Calorie Density) เพื่อให้เด็กได้รับพลังงานสูงขึ้นในปริมาณน้ำนมที่น้อยลง หรือใช้วิธีป้อนนมบ่อยมื้อขึ้น
  • การป้องกันการติดเชื้อ: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็กเสมอ และรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อตามกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: ชั่งน้ำหนักตัวเด็กสม่ำเสมอ และสังเกตอัตราการหายใจขณะหลับ หากพบว่าเด็กหายใจเร็วกว่าปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดเนื่องจากเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ แต่การดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์และการตรวจคัดกรองทารกในครรภ์ (Fetal Echocardiogram) สามารถช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับเด็กที่ได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว ควรได้รับการดูแลเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางปอดที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล: สังเกตสัญญาณเตือน 3 ข้อหลักคือ ลูกดูดนมเหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก และน้ำหนักตัวไม่ขึ้น หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเด็กเพื่อรับการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ การได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็วจะช่วยให้เด็กมีโอกาสเติบโตและมีคุณภาพชีวิตเทียบเท่าเด็กปกติทั่วไป
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down