บทนำและภาพรวมของอาการหายใจลำบากในเด็ก
ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก หนึ่งในอาการที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุดคือ อาการที่ลูกเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน และซี่โครงบาน หรืออกบุ๋ม อาการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณของไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นอาการแสดงทางคลินิกที่บ่งบอกถึง ภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างทันท่วงที
ระบบทางเดินหายใจของเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมาก ทั้งในแง่ของโครงสร้างและสรีรวิทยา ทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็กและแคบกว่าผู้ใหญ่มาก ส่งผลให้เมื่อเกิดการอักเสบหรือมีเสมหะอุดตันเพียงเล็กน้อย แรงต้านทานในทางเดินหายใจจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ นอกจากนี้ ซี่โครงและกระดูกอกของเด็กเล็กยังมีความยืดหยุ่นสูงและยังไม่แข็งตัวเต็มที่ (Highly Compliant Chest Wall) เมื่อปอดต้องออกแรงสูดอากาศเข้าไปมากกว่าปกติจากการอุดกั้นหรือการขาดออกซิเจน กล้ามเนื้อช่วยหายใจจะดึงรั้งกระดูกหน้าอกและซี่โครงให้บุ๋มลงไป ทำให้เรามองเห็นอาการซี่โครงบานหรืออกบุ๋มได้อย่างชัดเจน
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า ภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลัน (Acute Lower Respiratory Tract Infections: ALRIs) เป็นสาเหตุหลักของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia) และภาวะหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure) ได้อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)
การที่ลูกเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน และมีอาการซี่โครงบาน เกิดจากกลไกการชดเชยของร่างกาย (Compensatory Mechanisms) เพื่อรักษา ระดับออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) และกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้เป็นปกติ สาเหตุหลักทางการแพทย์สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Infections)
- โรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis): มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV) ซึ่งพบบ่อยที่สุดในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดลมฝอย ทำให้เกิดอาการบวม เสมหะอุดตัน และหลอดลมหดเกร็ง
- โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ (Pneumonia): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae, Mycoplasma pneumoniae หรือเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), Adenovirus และ RSV ทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองหรือของเหลวขังอยู่ในถุงลมปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง
2. โรคทางเดินหายใจอุดกั้นและภูมิแพ้ (Obstructive Airway Diseases)
- โรคหืดในเด็ก (Pediatric Asthma): เป็นภาวะที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงผิดปกติ (Airway Hyperresponsiveness) เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควัน บุหรี่ หรือการติดเชื้อไวรัส หลอดลมจะหดเกร็งตัว บวม และสร้างเสมหะออกมามาก ทำให้ลมหายใจผ่านได้ยาก
- ภาวะทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น (Upper Airway Obstruction): เช่น โรคครูป (Croup) หรือการติดเชื้อของกล่องเสียงและหลอดลมส่วนต้น มักทำให้เกิดเสียงหายใจฮืด (Stridor) ร่วมกับอาการหายใจลำบาก
3. สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากระบบทางเดินหายใจโดยตรง
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease): โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเลือดไปปอดมาก (Increased Pulmonary Blood Flow) ทำให้หัวใจทำงานหนักและมีภาวะน้ำท่วมปอด ส่งผลให้เด็กมีอาการเหนื่อยง่ายขณะดูดนม เลี้ยงไม่โต และหายใจเร็ว
- ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis): ร่างกายจะกระตุ้นการหายใจให้เร็วและลึกเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปชดเชยความเป็นกรดในเลือด
อาการแสดงสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Progression)
เพื่อการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ พ่อแม่ควรทำความเข้าใจระยะการดำเนินโรคของระบบทางเดินหายใจอักเสบในเด็ก ซึ่งมักจะพัฒนาจากอาการเล็กน้อยไปสู่อาการรุนแรงดังนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage / Catarrhal Phase)
ในระยะ 1-3 วันแรก เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป มีไข้ต่ำหรือไข้สูง มีน้ำมูกใส คอแดง และไอเล็กน้อย ในระยะนี้เด็กยังร่าเริงดี กินนมและน้ำได้ปกติ แต่อาจเริ่มมีอาการงอแงจากการคัดจมูก
2. ระยะเด่นชัด (Obvious Respiratory Distress Stage)
เมื่อการอักเสบแพร่กระจายลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างหรือหลอดลมฝอยปอด เด็กจะมีอาการแสดงที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่:
- หายใจเร็ว (Tachypnea): เป็นกลไกแรกที่ร่างกายใช้เพิ่มปริมาณออกซิเจน โดยเกณฑ์ความเร็วในการหายใจที่ถือว่าผิดปกติในแต่ละช่วงอายุ (ขณะที่เด็กสงบหรือหลับ) มีดังนี้:
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุมากกว่า 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- ลูกเหนื่อยง่าย: สังเกตได้ชัดเจนขณะดูดนมหรือรับประทานอาหาร เด็กจะดูดนมสลับกับหยุดพักเพื่อหายใจบ่อยๆ เหนื่อยจนไม่สามารถดูดนมต่อได้ หรือทานได้น้อยลงอย่างมาก
- ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): ร่างกายพยายามขยายรูจมูกให้กว้างที่สุดในขณะหายใจเข้า เพื่อลดแรงต้านทานและนำอากาศเข้าสู่ปอดให้ได้มากที่สุด
- ซี่โครงบานและอกบุ๋ม (Chest Wall Retractions): สังเกตเห็นการบุ๋มของผิวหนังบริเวณใต้ซี่โครง (Subcostal Retraction) ระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction) และบริเวณแอ่งเหนือกระดูกหน้าอก (Suprasternal Retraction) เนื่องจากต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อช่วยหายใจอย่างหนัก
3. ระยะวิกฤตและระยะฟื้นตัว (Critical and Recovery Stage)
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ร่างกายของเด็กจะเริ่มล้าจากการออกแรงหายใจอย่างหนักเป็นเวลานาน อัตราการหายใจอาจเริ่มช้าลงแต่เป็นการหายใจที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีอาการซึมลง ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะหายใจล้มเหลวและต้องได้รับการช่วยชีวิตด่วน ส่วนในรายที่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาการเหนื่อยและหายใจเร็วจะค่อยๆ ลดลง ปริมาณการกินนมและน้ำจะกลับมาดีขึ้น ไข้ลดลง และไอมีเสมหะลดลงตามลำดับภายใน 7-14 วัน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากผู้ดูแลพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องส่งตัวเด็กไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที:
- หายใจมีเสียงผิดปกติ: มีเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดดังชัดเจน หรือมีเสียงหายใจฮืดขณะหายใจเข้า (Stridor) ซึ่งแสดงถึงทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ
- อกบุ๋มรุนแรงและส่ายหัวตามจังหวะการหายใจ (Head Bobbing): เด็กต้องใช้กล้ามเนื้อคอช่วยหายใจจนหัวโยกสั่นตามจังหวะหายใจ
- เขียวคล้ำ (Cyanosis): บริเวณริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บมือเล็บเท้ามีสีม่วงหรือเขียวคล้ำ
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้งจัด ตาโหล ไม่มีน้ำตาขณะร้องไห้ และปัสสาวะน้อยกว่า 4-6 ครั้งต่อวัน หรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
- ซึมมากหรือชัก: เด็กไม่ยอมสบตา ไม่ตอบสนองต่อการเรียก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมกินนมหรือน้ำเลย หรือมีอาการชักจากไข้สูง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและระดับความรุนแรงของโรค โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) อัตราการหายใจ การใช้นิ้วหนีบวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) และใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงปอดเพื่อตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงเสมหะในปอด (Crepitation/Crackles) หรือเสียงหลอดลมตีบ (Wheezing)
- การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Rapid Antigen Test / Nasopharyngeal Swab): ทำการเก็บสิ่งส่งตรวจจากโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่ (Influenza Type A and B) หรือเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ด้วยวิธีที่รวดเร็วและแม่นยำ
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อดูพยาธิสภาพในปอด ตรวจสอบว่ามีภาวะปอดอักเสบ มีลมรั่วในช่องอก หรือมีภาวะปอดแฟบ (Atelectasis) ร่วมด้วยหรือไม่
- การตรวจเลือด (Blood Tests): เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) และการตรวจหาโปรตีนบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein: CRP) เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการตรวจเกลือแร่ในเลือดในรายที่มีอาการขาดน้ำ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Home Care)
การรักษาภาวะหายใจลำบากในเด็กจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ การรักษาทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลในรายที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง และการดูแลพยาบาลอย่างถูกต้องเมื่อแพทย์อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน
วิธีรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)
- การให้ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy): หากระดับออกซิเจนในเลือดของเด็กต่ำกว่า 90-92% แพทย์จะพิจารณาให้ออกซิเจนเสริม เช่น การใช้สายออกซิเจนผ่านจมูก (Nasal Cannula) หรือในรายที่มีอาการเหนื่อยรุนแรง อาจใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราการไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula: HFNC) เพื่อช่วยขยายถุงลมและลดการออกแรงหายใจของเด็ก
- การรักษาด้วยยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators): ในรายที่มีเสียงปอดหวีดจากการหดเกร็งของหลอดลม แพทย์จะให้ยาพ่นขยายหลอดลม เช่น Salbutamol ผ่านเครื่องพ่นยา (Nebulizer) หรือยาพ่นสูด (MDI with Spacer)
- การล้างจมูกและดูดเสมหะ (Nasal Suctioning): ในเด็กเล็กที่ไม่สามารถขจัดเสมหะเองได้ การดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจส่วนบนมีความสำคัญมากในการช่วยให้เด็กหายใจสะดวกขึ้น
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): ในรายที่เหนื่อยมากจนไม่สามารถดูดนมหรือน้ำได้ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและการสำลักลงสู่ปอด
การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care Guideline)
สำหรับเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาที่บ้านได้ ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามหลักการพยาบาลอย่างเคร่งครัดดังนี้:
- การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Correct Tepid Sponge): หากเด็กมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด) เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าสู่หัวใจ โดยเน้นวางพักผ้าไว้บริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และลำคอ เพื่อระบายความร้อน เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องนาน 15-20 นาที
- การจัดท่าทางที่เหมาะสมสำหรับการหายใจ: ควรจัดให้เด็กนอนในท่าศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา เพื่อช่วยให้กะบังลมหย่อนตัวลง ปอดขยายตัวได้ดีขึ้น และช่วยลดความเหนื่อยล้าในการหายใจ
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: แนะนำให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือจิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts: ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และการหายใจเร็ว และช่วยให้เสมหะเหนียวข้นละลายตัวได้ง่ายขึ้น
- อาหารและการโภชนาการที่เหมาะสม: ควรให้อาหารเหลวที่ย่อยง่าย รสอ่อน และแบ่งซอยเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหนื่อยเกินไปขณะรับประทานอาหารและลดโอกาสการอาเจียนสำลัก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ความปลอดภัยของเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พ่อแม่และผู้ดูแลต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องดังต่อไปนี้:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผลจะทำให้เด็กเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยาและเกิดภาวะเชื้อดื้อยาในอนาคต
- หลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดการหายใจ: ยาแก้ไอส่วนใหญ่ที่ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอในสมองห้ามใช้ในเด็กเล็ก เนื่องจากจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดมากขึ้น และอาจกดการหายใจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต
- การคำนวณและบริหารยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้องตามน้ำหนักตัว: ขนาดของยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน ผู้ดูแลควรอ่านฉลากยาและใช้ไซริงค์หรือช้อนตวงยาที่ได้มาตรฐานเสมอ เพื่อป้องกันภาวะพิษต่อตับจากการได้รับยาเกินขนาด
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention and Vaccine)
หนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักจากการเจ็บป่วยรุนแรงในระบบทางเดินหายใจคือ การป้องกันเชิงรุกและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ:
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด:
- วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรฉีดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเน้นย้ำในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กที่มีโรคประจำตัว
- วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV): ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบชนิดรุนแรงและติดเชื้อในกระแสเลือดที่เกิดจากแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae
- การติดตามข้อมูลวัคซีนป้องกัน RSV: ในปัจจุบันเริ่มมีนวัตกรรมป้องกันไวรัส RSV เช่น แอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Monoclonal Antibody) และวัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยง ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับข้อมูลล่าสุดได้
- การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ปลูกฝังให้เด็กและสมาชิกในบ้านล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
- การจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน: บ้านต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นละออง และที่สำคัญที่สุดคือต้องหลีกเลี่ยงการให้เด็กสูดดมควันบุหรี่มือสอง (Secondhand Smoke) และหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าสูง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะทำลายระบบป้องกันของเยื่อบุทางเดินหายใจเด็กโดยตรง
- การส่งเสริมโภชนาการและนมแม่: การให้นมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรกของชีวิต จะช่วยส่งผ่านภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากแม่สู่ลูก ช่วยลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
เมื่อพบว่าลูกมีอาการไอ มีไข้ หรือเริ่มหายใจลำบาก ให้ใช้แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนดังต่อไปนี้เพื่อประเมินสถานการณ์:
- จับเวลาการหายใจ: ให้เด็กนอนนิ่งๆ หรือขณะหลับ นับจำนวนครั้งการหายใจในเวลาเต็ม 1 นาที หากพบว่าหายใจเร็วกว่าเกณฑ์อายุ ให้เตรียมตัวพาไปพบแพทย์
- สังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอก: ถอดเสื้อเด็กออกเพื่อดูว่าปีกจมูกบาน รูจมูกขยายกว้างขณะหายใจเข้า หรือมีอาการซี่โครงบาน ทรวงอกบุ๋มใต้ชายโครง หรือเนื้อบริเวณคอบุ๋มลงไปขณะหายใจหรือไม่
- ตรวจเช็กสีผิวและริมฝีปาก: ดูว่าริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า มีสีอมฟ้าหรือคล้ำหรือไม่
- ประเมินความสามารถในการกิน: สังเกตว่าเด็กกินนมหรือน้ำได้น้อยลงกว่าปกติเกินครึ่งหนึ่ง หรือเหนื่อยจนดูดนมไม่ได้หรือไม่
- เช็กการตอบสนอง: ดูว่าเด็กซึมลงมาก ปลุกยาก หรือมีอาการงอแงผิดปกติไม่ยอมนอนหรือไม่
หากมีอาการแสดงของการหายใจเร็ว ร่วมกับปีกจมูกบานหรือซี่โครงบาน แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ให้งดป้อนน้ำและอาหารชั่วคราวเพื่อป้องกันการสำลัก และรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลในทันทีเพื่อรับการประเมินและรักษาจากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างปลอดภัยที่สุด