ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กวัยก่อนเรียน (อายุต่ำกว่า 5 ปี) มีลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ หลอดลมของเด็กมีขนาดเล็กและสั้นกว่ามาก ทำให้เมื่อเกิดการอักเสบหรือมีการอุดกั้นเพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง การสังเกตเห็นลูกเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบาน จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่สะท้อนว่าร่างกายของเด็กกำลังเข้าสู่ภาวะพร่องออกซิเจนและต้องใช้ความพยายามในการหายใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก (Respiratory Distress)

ทำความเข้าใจกลไกและสาเหตุการเกิดภาวะหายใจลำบากในเด็ก

เพื่อการดูแลที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยาที่ทำให้เกิดอาการแสดงเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อระบบทางเดินหายใจเกิดปัญหา ร่างกายจะกระตุ้นกลไกการชดเชยเพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้ได้มากที่สุด ซึ่งแสดงออกผ่านอาการต่างๆ ดังนี้

1. กลไกการเกิดอาการปีกจมูกบาน (Nasal Flaring)

อาการปีกจมูกบานเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับอัตโนมัติของร่างกาย เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณจมูก (Dilation of Alae Nasi) เพื่อขยายรูจมูกให้กว้างที่สุดในขณะหายใจเข้า กลไกนี้ช่วยลดความต้านทานของทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้ลมหายใจสามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้สะดวกขึ้นเมื่อช่องทางเดินหายใจส่วนล่างเกิดการตีบแคบหรืออุดตัน

2. กลไกการเกิดอาการซี่โครงบานหรืออกบุ๋ม (Chest Wall Retractions)

ผนังทรวงอกของเด็กเล็กยังมีความอ่อนตัวสูงเนื่องจากกระดูกซี่โครงส่วนใหญ่ยังเป็นกระดูกอ่อน (Cartilage) เมื่อมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจหรือเนื้อปอดมีความยืดหยุ่นลดลง (Decreased Lung Compliance) เด็กจะต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles) อย่างหนักเพื่อขยายช่องอก ส่งผลให้เกิดแรงดันลบปริมาณมหาศาลภายในช่องอก แรงดันลบนี้จะดึงรั้งผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนรอบกระดูกซี่โครงให้บุ๋มเข้าไปด้านใน ในขณะที่กระดูกซี่โครงส่วนล่างจะบานออกตามแรงยกของกล้ามเนื้อกระบังลม ทำให้เราเห็นลักษณะซี่โครงบานและอกบุ๋มอย่างชัดเจน

สาเหตุสำคัญทางการแพทย์ที่ทำให้เกิดอาการ

  • การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ (Viral Respiratory Infections): เชื้อไวรัสกลุ่มที่พบบ่อยและก่อความรุนแรงในเด็กเล็ก ได้แก่ Respiratory Syncytial Virus (RSV), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสโคโรนา (COVID-19) และ Human Metapneumovirus (hMPV) ซึ่งมักทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis)
  • โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ (Pneumonia): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae หรือเชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) ทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองหรือสารคัดหลั่งสะสมในถุงลมปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนแก๊สเสียไป
  • โรคหอบหืด (Asthma) และภาวะหลอดลมไวเกิน (Reactive Airway Disease): มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม ร่วมกับผนังหลอดลมบวมและมีเสมหะเหนียวข้นอุดตัน ทำให้อากาศผ่านเข้าออกลำบาก
  • กลุ่มอาการครูปหรือกล่องเสียงอักเสบ (Croup): การติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนทำให้กล่องเสียงและหลอดลมส่วนต้นบวม มักมีอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า (Barking Cough) ร่วมกับเสียงหายใจเข้าดังวี๊ด (Stridor)
  • การสูดสำลักสิ่งแปลกปลอม (Foreign Body Aspiration): การสำลักของเล่นชิ้นเล็ก ถั่ว หรือเศษอาหารเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที
  • สาเหตุจากระบบอื่นนอกเหนือจากปอด: เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นกรดและส่งผลให้หายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์

เปรียบเทียบอาการแสดงและระยะของโรค

การติดตามความเปลี่ยนแปลงของอาการแสดงในเด็กช่วยให้ประเมินความรุนแรงได้อย่างแม่นยำ โดยทั่วไปอาการมักดำเนินไปตามระยะดังต่อไปนี้

ระยะเริ่มต้น (Early Stage)

เด็กมักเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก อ่อนเพลียเล็กน้อย และอาจเริ่มกินนมหรืออาหารลดลง ในระยะนี้อัตราการหายใจอาจจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีไข้สูง

ระยะอาการเด่นชัด (Progressive Stage)

เมื่อการอักเสบแผ่ขยายไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กจะเริ่มแสดงอาการหายใจลำบากอย่างชัดเจน ได้แก่

  • อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ในขณะหลับหรือไม่มีไข้
  • เริ่มเห็นปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า
  • มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อชายโครง (Subcostal Retraction) และช่องซี่โครง (Intercostal Retraction) ทำให้เห็นอกบุ๋มและซี่โครงบาน
  • เด็กอาจมีอาการหายใจสะดุด หายใจสั้น หรือมีเสียงครืดคราดจากเสมหะในลำคอ

ระยะวิกฤตและระยะฟื้นตัว (Critical & Recovery Stage)

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เด็กจะเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า ซึมลงเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน ปลายมือปลายเท้าเริ่มเขียวคล้ำ (Cyanosis) และอาจหยุดหายใจได้ ในทางกลับกัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เด็กจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว อัตราการหายใจจะค่อยๆ กลับสู่เกณฑ์ปกติ อาการอกบุ๋มลดลง ความอยากอาหารและการทำกิจกรรมต่างๆ กลับมาเป็นปกติ

สัญญาณเตือนภัยวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:
  • เด็กมีไข้สูงลอยไม่ลดลงเลยเป็นเวลาติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) หรือมีอาการเกร็ง กระตุก
  • ซึมมาก ไม่ยอมเล่น ไม่สบตา หรือไม่ยอมดื่มน้ำ/นมเลย
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรงจนอกบุ๋มลึกและซี่โครงบานอย่างต่อเนื่อง แม้จะเช็ดตัวลดไข้แล้ว
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง สังเกตจากริมฝีปากแห้งผาก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือไม่มีปัสสาวะออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายเล็บมีสีม่วงคล้ำ

ขั้นตอนและแนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงและประเมินระดับความรุนแรงของภาวะหายใจลำบากอย่างเร่งด่วน

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking)

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยในบ้านหรือที่โรงเรียน ประวัติโรคประจำตัว เช่น หอบหืดหรือภูมิแพ้ ประวัติการสำลักสิ่งแปลกปลอม ปริมาณอาหารและน้ำที่เด็กรับได้ รวมถึงพฤติกรรมการขับถ่ายปัสสาวะ

2. การตรวจร่างกายและการประเมินทางคลินิก (Physical Examination)

  • การนับอัตราการหายใจ (Respiratory Rate): ต้องนับเต็มเวลา 1 นาทีในขณะที่เด็กสงบหรือไม่ร้องไห้ เพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามช่วงอายุ
  • การประเมินการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ: ตรวจดูตำแหน่งของการดึงรั้งของผิวหนังบริเวณหน้าอก ซี่โครง คอ และเหนือกระดูกไหปลาร้า
  • การฟังเสียงปอด (Auscultation): ใช้หูฟังทางการแพทย์ (Stethoscope) สดับฟังเสียงลมเข้าปอดทั้งสองข้าง เพื่อค้นหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) เสียงกรอบแกรบ (Crepitation/Rales) หรือเสียงตื้อๆ ที่แสดงถึงภาวะปอดแฟบหรือปอดอักเสบ
  • การตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เป็นการตรวจแบบไม่เจ็บตัวโดยใช้เครื่องหนีบปลายนิ้วเพื่อประเมินปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด โดยค่าปกติในเด็กควรมากกว่าร้อยละ 95 ขึ้นไป

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory & Imaging Tests)

  • การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Rapid Antigen Test/Swab): การป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เช่น RSV, ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 ด้วยวิธีที่รวดเร็ว
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อดูพยาธิสภาพในเนื้อปอด ตรวจสอบภาวะปอดอักเสบ น้ำในช่องพลูรา หรือการมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้น
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): ตรวจดูจำนวนเม็ดเลือดขาวเพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาภาวะหายใจลำบากจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งออกเป็นการรักษาทางการแพทย์และการดูแลพยาบาลที่บ้าน

วิธีรักษาทางการแพทย์

ในรายที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับการบำบัดรักษา ดังนี้

  • การให้ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy): อาจให้ผ่านสายจมูก (Nasal Cannula) หน้ากากออกซิเจน หรือเครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula) เพื่อลดการทำงานของหัวใจและปอด
  • การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator Nebulization): ในกรณีที่มีเสียงปอดวี๊ดหรือมีการหดเกร็งของหลอดลม
  • การดูดเสมหะ (Airway Suctioning): เพื่อช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่ง โดยเฉพาะในเด็กทารกที่ไม่สามารถไอขับเสมหะเองได้
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือหอบเหนื่อยจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือนมได้อย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันการสำลัก

วิธีการดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

สำหรับเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลต่อที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge)

การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีมีความสำคัญมากในการป้องกันภาวะชักจากไข้สูง โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว)
  2. ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกในห้องที่ไม่มีลมโกรกแรง
  3. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยลูบเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
  4. เน้นประคบผิวบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ซอกคอ และรักแร้ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที
  5. เช็ดตัวติดต่อกันอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

2. การดูแลเรื่องน้ำและโภชนาการ

เนื่องจากอาการหายใจเร็วและมีไข้จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ควรให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ โดยจิบทีละน้อยแต่ถี่ เพื่อป้องกันอาการท้องอืดและลดความเสี่ยงในการสำลัก สำหรับเด็กที่กินนมแม่ควรกระตุ้นให้ดูดนมบ่อยขึ้น หากเด็กรับประทานอาหารได้น้อย สามารถให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) และให้ทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊กหรือข้าวต้มเหลว

คำแนะนำจากกุมารแพทย์: การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ควรให้ลูกพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อบอ้าวหรือหนาวจัดจนเกินไป หลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมจ่อตัวเด็กโดยตรง และห้ามสัมผัสกับควันบุหรี่ ควันไฟ หรือฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้หลอดลมหดเกร็งและอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความปลอดภัยของลูกรักเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังสูงสุด คุณพ่อคุณแม่โปรดหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางการแพทย์ต่อไปนี้

1. ห้ามใช้ยาแอสไพรินและระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน

ในระยะแรกที่ลูกมีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน ห้ามให้ลูกรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดสมองบวมและตับวายเฉียบพลัน นอกจากนี้ ควรอุ่นใจด้วยการปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพราะหากเด็กป่วยเป็นไข้เลือดออก ยาในกลุ่มนี้จะไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

2. การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก ไม่ควรคาดเดาตามอายุ ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยแบ่งป้อนทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามป้อนยาเกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับเฉียบพลัน (Hepatic Toxicity)

3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาชุดรับประทานเอง

ภาวะหายใจเร็วและไอหอบส่วนใหญ่ในเด็กเล็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัสแต่อย่างใด การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เด็กเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา ท้องเสียจากการทำลายเชื้อจุลชีพประจำถิ่นในลำไส้ และก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในระยะยาว

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงต่อภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน

1. ตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรฉีดเข็มแรกเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีเนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  • วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส นิวโมนิเอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดอักเสบรุนแรงและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • การรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (DTP Vaccine): ตามตารางวัคซีนพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุข

2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene)

ฝึกฝนให้เด็กและทุกคนในบ้านล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่อับอากาศ แออัด หรือสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น

3. โภชนาการและการส่งเสริมสุขภาพ

ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกเนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทางเดินหายใจของลูกได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากนั้นควรจัดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

สรุปแนวทางปฏิบัติทันทีสำหรับผู้ปกครอง (Actionable Checklist)

เมื่อพบว่าลูกมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติดังนี้อย่างเป็นระบบ

  1. ประเมินสติสัมปชัญญะ: ดูว่าลูกยังรู้สึกตัวดี เล่นได้ หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  2. ตรวจจับอัตราการหายใจ: ถอดเสื้อผ้าเด็กออกบางส่วน นับอัตราการหายใจในเวลา 1 นาทีเต็มขณะลูกสงบ
  3. เช็กการทำงานของทรวงอก: สังเกตดูว่ามีอาการปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า มีอกบุ๋มลึก หรือซี่โครงบานหรือไม่
  4. วัดไข้และลดความร้อน: หากมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นทันทีตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
  5. สังเกตสีผิว: ดูสีริมฝีปากและปลายเล็บว่ามีอาการเขียวคล้ำหรือไม่
  6. ตัดสินใจนำส่งแพทย์: หากพบอาการปีกจมูกบาน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม หรืออัตราการหายใจเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานของช่วงอายุ ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือปรึกษากุมารแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อาการทรุดลงมากกว่าเดิม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down