ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องต่อมไทรอยด์และภาพรวมของภาวะไทรอยด์ทำงานเกินในเด็ก

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กรูปร่างคล้ายผีเสื้อที่อยู่บริเวณคอด้านหน้า ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดจนการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองในเด็ก หากต่อมนี้ทำงานผิดปกติและหลั่งฮอร์โมนออกมามากจนเกินไป จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะทุกส่วนในร่างกายอย่างรวดเร็วและรุนแรง

แม้ว่าภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) จะพบได้บ่อยในผู้ใหญ่เพศหญิง แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น โรคที่พบบ่อยที่สุดที่เป็นสาเหตุของภาวะนี้คือ โรคเกรฟส์ (Graves Disease) ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมามากระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานตลอดเวลา การสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกรักจากภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกินในเด็ก

กลไกหลักของภาวะไทรอยด์ทำงานเกินในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Disorder) โดยเฉพาะโรคเกรฟส์ (Graves Disease) ซึ่งในกรณีนี้เม็ดเลือดขาวจะสร้างสารภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ทีเอสเอชรีเซพเตอร์แอนติบอดี (TSH Receptor Antibody) ออกมาจับกับเซลล์ต่อมไทรอยด์ และกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์สร้างและหลั่งฮอร์โมนไทร็อกซิน (T4) และไตรไอโอโดไธโรนีน (T3) ออกมาสู่กระแสเลือดในปริมาณมหาศาล

นอกจากโรคเกรฟส์แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้แต่น้อยกว่า เช่น เนื้องอกของต่อมไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเอง, ภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบในระยะแรก, หรือการได้รับฮอร์โมนไทรอยด์สังเคราะห์เกินขนาด ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญ หากในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต่อมไทรอยด์ โรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง เด็กก็จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้สูงขึ้นกว่าเด็กทั่วไป

อาการและสัญญาณเตือนของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน

เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์ทำหน้าที่เร่งระบบเผาผลาญ เด็กที่มีภาวะนี้จึงเปรียบเสมือนร่างกายทำงานด้วยเกียร์สูงตลอดเวลา อาการจะแสดงออกทางหลายระบบในร่างกาย ดังนี้

  • อาการทางระบบประสาทและอารมณ์: เด็กมักมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวลอย่างไร้สาเหตุ สสมาธิสั้นลง ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด: ลูกเหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น แม้ในขณะพักผ่อน บางรายอาจรู้สึกแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่อิ่ม
  • การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย: น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วทั้งที่ทานอาหารเก่งและทานจุขึ้น เนื่องจากร่างกายเผาผลาญพลังงานสูงมาก มีเหงื่อออกมาก ขี้ร้อน มือสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยเฉพาะเวลาขึ้นบันไดหรือยกของ
  • อาการเฉพาะที่พบได้: ต่อมไทรอยด์โตขึ้นที่บริเวณลำคอ (คอพอก) บางรายอาจมีอาการตาโป (Exophthalmos) ตาแห้ง หรือระคายเคืองตาร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: พ่อกรมักเข้าใจผิดว่าลูกกินเก่งแต่น้ำหนักลดเป็นเรื่องของการเจริญเติบโตตามวัย หรือคิดว่าลูกซนและสมาธิสั้นเอง หากพบว่าเด็กมีอาการใจสั่น ร่วมกับเหนื่อยง่ายและนอนไม่หลับเรื้อรัง ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนทันที

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน

ในเด็กบางราย ภาวะไทรอยด์ทำงานเกินอาจดำเนินไปจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่า ไทรอยด์เป็นพิษวิกฤต (Thyroid Storm) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต สัญญาณเตือนที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ได้แก่

  • หัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติและไม่สม่ำเสมอ จนเด็กบ่นว่าเจ็บหน้าอกหรือหน้ามืด
  • มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับเหงื่อออกท่วมตัวและขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องเสีย ถ่ายเหลวบ่อย จนร่างกายอ่อนเพลียหมดสติ
  • ซึมลง สับสน เพ้อ หรือหมดสติ ซึ่งแสดงว่าสมองได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่สูงเกินไป

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในเด็กจะดำเนินการวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามอาการอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรมการนอน การทานอาหาร น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง อารมณ์ และตรวจร่างกายเพื่อคลำดูขนาดของต่อมไทรอยด์ ฟังเสียงหัวใจ ตรวจชีพจร และดูความผิดปกติของดวงตา
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เป็นขั้นตอนยืนยันโรคที่แม่นยำที่สุด โดยการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ได้แก่ Free T4, Free T3 และระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ซึ่งในผู้ป่วยโรคนี้จะมีระดับ Free T4 และ Free T3 สูงมาก ขณะที่ TSH จะต่ำกว่าปกติ รวมถึงการตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อโรค
  • การตรวจอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Ultrasound): เพื่อดูขนาด โครงสร้าง และความผิดปกติภายในเนื้อต่อมไทรอยด์

วิธีดูแลรักษาทางการแพทย์และการปฏิบัติตัวที่บ้าน

การรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินในเด็กมีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนให้กลับสู่ภาวะปกติและลดอาการใจสั่น โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การใช้ยาต้านไทรอยด์ (Antithyroid Drugs): เป็นวิธีหลักในการรักษาเบื้องต้นในเด็ก ยาจะช่วยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แพทย์จะปรับขนาดยาให้เหมาะสมอย่างใกล้ชิด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
  • การใช้ยาร่วมรักษาตามอาการ: เช่น ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blockers) เพื่อช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดอาการใจสั่น และความกระสับกระส่ายในช่วงที่รอให้ยาต้านไทรอยด์ออกฤทธิ์เต็มที่
  • การรักษาทางเลือกอื่น: หากใช้ยาแล้วไม่ได้ผล เกิดผลข้างเคียงจากยา หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการกลืนน้ำแร่รังสีไอโอดีน หรือการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง
  • การดูแลที่บ้าน: จัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอนให้เงียบสงบและเย็นสบายเพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับ จัดเตรียมอาหารที่มีพลังงานและสารอาหารสูงเพียงพอกับความต้องการของร่างกายที่เผาผลาญมากกว่าปกติ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายหนักๆ ชั่วคราว และดูแลให้เด็กทานยาตรงเวลาสม่ำเสมอ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาโรคไทรอยด์ในเด็กต้องอาศัยความต่อเนื่อง เด็กจะต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดติดตามผลฮอร์โมนเป็นระยะ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและทำความเข้าใจกับพฤติกรรมอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของลูกในช่วงที่กำลังรักษา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

เพื่อให้การรักษาได้ผลดีและปลอดภัยที่สุด ผู้ปกครองและเด็กควรระมัดระวังสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้

  • ห้ามหยุดยาต้านไทรอยด์เองเด็ดขาดแม้ว่าเด็กจะมีอาการดีขึ้นแล้ว เพราะจะทำให้โรคกำเริบอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไอโอดีนสูงเกินไป เช่น สาหร่ายทะเล อาหารทะเลปริมาณมาก หรือเกิร์ลเสริมไอโอดีนบางชนิด (ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว)
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ชา หรือกาแฟ เนื่องจากจะไปกระตุ้นอาการใจสั่นและทำให้นอนไม่หลับยิ่งขึ้น

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

เนื่องจากภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางภูมิคุ้มกันและพันธุกรรม จึงไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่สามารถดูแลสุขภาพเด็กในระยะยาวได้โดยการสังเกตความผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด พาเด็กไปตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายแต่พอเหมาะ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวมให้แข็งแรง

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการเตือน เช่น ลูกเหนื่อยง่าย น้ำหนักลด นอนไม่หลับ และใจสั่น
  • หากพบอาการผิดปกติ รีบพาลูกพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อ
  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัดและทานยาตรงเวลา
  • พาเด็กมาตรวจเลือดติดตามผลการรักษาตามนัดทุกครั้ง
  • ดูแลโภชนาการและสภาพจิตใจของเด็กอย่างใกล้ชิดในช่วงระหว่างการรักษา
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down