ลูกถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังและมีผื่นร่วมด้วย ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ
การที่ทารกหรือเด็กเล็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังร่วมกับการพบผื่นตามผิวหนัง เป็นหนึ่งในอาการทางระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของเด็กและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้อาการดีขึ้นเองตามธรรมชาติ การที่อุจจาระมีมูกหรือเลือดปนติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงการมีผื่นผิวหนังอักเสบร่วมด้วย มักเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กกำลังเผชิญกับภาวะความผิดปกติบางประการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาจากกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและโรคภูมิแพ้ในเด็กอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของภาวะถ่ายมูกเลือดเรื้อรังและผื่นผิวหนัง
ภาวะการขับถ่ายผิดปกติที่มีมูกเลือดปนร่วมกับผื่นแพ้ทางผิวหนังในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสารกระตุ้นบางชนิด โดยเฉพาะโปรตีนในอาหาร ซึ่งกลไกการเกิดโรคที่พบบ่อยในทางการแพทย์มีดังนี้
- ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy - CMPA): เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ในทารกที่ดื่มนมสูตรผสมหรือทารกที่กินนมแม่แต่แม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัว โปรตีนในนมวัวจะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้เยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย มีเลือดและมูกปนออกมากับอุจจาระ พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบ (Atopic Dermatitis) หรือลมพิษได้
- การอักเสบติดเชื้อเรื้อรังในลำไส้: การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตบางชนิดที่รักษาไม่หายขาด หรือการติดเชื้อซ้ำๆ อาจทำให้ลำไส้อักเสบรุนแรงจนเกิดแผลและมีเลือดออกปนในอุจจาระ
- ภาวะลำไส้อักเสบจากการแพ้อาหารชนิดอื่นๆ: เช่น การแพ้ถั่วเหลือง ไข่ ข้าวสาลี หรืออาหารทะเล ที่แม่รับประทานแล้วส่งผ่านทางน้ำนม หรือเด็กได้รับประทานอาหารเสริมตามวัยที่เร็วเกินไป
- โรคทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD): แม้จะพบได้น้อยในเด็กเล็ก แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติทางพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อตนเอง
อาการแสดงสำคัญและแนวทางการสังเกตความผิดปกติ
ลักษณะของอาการจะมีความแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็น โดยพ่อแม่สามารถสังเกตอาการสำคัญได้ดังนี้
- ลักษณะอุจจาระที่ผิดปกติ: อุจจาระมีมูกใสหรือมูกเลือดปน มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นเหม็นผิดปกติ เด็กอาจมีอาการถ่ายบ่อยครั้ง หรือเบ่งถ่ายเพราะมีความระคายเคืองในลำไส้
- ลักษณะผื่นที่พบร่วมด้วย: มักพบบริเวณแก้ม หน้าผาก ข้อพับแขนและขา หรือกระจายตามลำตัว ผื่นอาจมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งคัน (Atopic Dermatitis) ผื่นลมพิษ หรือตุ่มน้ำใสที่เกิดจากการแพ้
- อาการร่วมอื่นๆ: เด็กอาจมีอาการงอแง ร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ (Colic) แหวะนมบ่อย น้ำหนักตัวขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ท้องอืดแน่นท้อง และนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากความไม่สบายตัวจากอาการปวดท้องและคันผื่น
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบกุมารแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังร่วมกับอาการเหล่านี้ พ่อแม่ควรรีบพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน เนื่องจากอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต:
- มีไข้สูงร่วมด้วย
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังดื่มนมหรือรับประทานอาหาร
- อุจจาระมีเลือดสดปริมาณมาก หรืออุจจาระมีสีดำสนิทคล้ายยางมะตอย
- เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดูดนมหรือดื่มน้ำ
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลึกในทารก
- หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หรือมีอาการชัก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย:
- การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการรับประทานอาหารของเด็ก ประวัติการให้นมแม่ อาหารที่แม่รับประทาน ลักษณะอุจจาระ ระยะเวลาที่เป็น และประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว
- การตรวจร่างกาย: ประเมินภาวะขาดน้ำ ตรวจความรุนแรงของผื่นผิวหนัง และคลำช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติ
- การตรวจวิเคราะห์อุจจาระ (Stool Examination): เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเชื้อโรคหรือไข่พยาธิในทางเดินอาหาร
- การตรวจเลือด: เพื่อประเมินภาวะซีด ภาวะการอักเสบในร่างกาย และการตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ (Specific IgE) ในกรณีที่สงสัยภาวะภูมิแพ้อาหาร
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดสาเหตุหลักและการบรรเทาอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารและผิวหนัง
- การปรับเปลี่ยนอาหาร: หากวินิจฉัยว่าเกิดจากภาวะแพ้โปรตีนนมวัว ในเด็กที่กินนมแม่ แม่จะต้องงดนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวรวมถึงอาหารที่แพ้ทั้งหมดอย่างเด็ดขาด ในเด็กที่กินนมสูตรผสม แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษ เช่น นมสูตรไฮโดรไลซ์อย่างเข้มข้น (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-based Formula)
- การรักษาผื่นผิวหนัง: แพทย์อาจจ่ายยาทาเฉพาะที่ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น สเตียรอยด์ความแรงต่ำตามคำแนะนำที่ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ครีมบำรุงผิว (Emollient) เพื่อฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวหนัง
- การรักษาตามอาการ: เช่น การให้สารน้ำเกลือแร่ทดแทนในกรณีที่สูญเสียน้ำ หรือการให้ยาปรับการทำงานของลำไส้ภายใต้การดูแลของแพทย์
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำและส่งเสริมสุขภาพของเด็กในระยะยาว ผู้ปกครองควรปฏิบัติดังนี้:
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียวๆ อย่างน้อยหกเดือนแรก เนื่องจากการกินนมแม่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้
- การเริ่มอาหารเสริมตามวัยควรทำทีละชนิดและสังเกตอาการผิดปกติอย่างน้อยสามถึงเจ็ดวันก่อนเปลี่ยนชนิดอาหารใหม่
- ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลและความสะอาดของภาชนะใส่อาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- ติดตามการนัดหมายกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินการเจริญเติบโตและทดสอบการแพ้อาหารซ้ำเมื่อเด็กโตขึ้น